วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเหลือบไปเห็นรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจาก “สำนักข่าวอิศรา” โดยมีการนำเสนอประเด็นเรื่องปริมาณสำรอง “แร่ควอตซ์” คุณภาพสูงของประเทศไทย ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เพราะสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต “เซลล์แสงอาทิตย์” หรือ “โซลาร์เซลล์” (Solar Cell) เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือ 34 เท่า ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยในปี 2559 เลยทีเดียว
ในรายงานชิ้นดังกล่าว ได้อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ “สมบูรณ์ ยินดียั่งยืน” รองอธิบดีและรักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งระบุว่า “แร่ควอตซ์” เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในอุตสาหกรรม “ซิลิกอน” ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิต “โซลาร์เซลล์”
โดยประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่ควอตซ์คุณภาพสูงถึงกว่า 25 ล้านตันสามารถนำมาผลิต “ซิลิกอน” ความบริสุทธิ์สูงได้ประมาณ 6 ล้านตัน และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือประมาณ 34 เท่าของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 3.6-4.5 ล้านล้านบาท โดยยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Hi-technology) และมีมูลค่าสูงในประเทศ
ขณะที่พื้นที่ที่เป็นแหล่งแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณราว 9.97 แสนตัน จ.เพชรบุรี ปริมาณ 9.7 หมื่นตัน จ.สระแก้ว 4 แสนตัน จ.ระยอง 7.56 ล้านตัน จ.จันทบุรี 2 หมื่นตันและ จ.ราชบุรีมี 16 ล้านตัน
คุณสมบูรณ์ ยังบอกว่า ปริมาณแร่ควอตซ์คุณภาพสูงที่มีดังกล่าว เป็นปริมาณที่มีศักยภาพมากพอที่จะนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีอุตสาหกรรมผลิตซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ จะมีก็เพียงการผลิตซิลิกอนเกรดโลหกรรม (Metallurgical Grade Silicon)ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหล่อโลหะผสมอะลูมิเนียมสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเคมีเพื่อผลิตซิลิโคนเท่านั้น
โดยปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ สนใจเข้ามาลงทุนและพัฒนาแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ขณะที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กำลังอยู่ระหว่างจัดทำนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ เพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง สามารถแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่นๆ ได้
คุณสมบูรณ์ ยังทิ้งท้ายว่า เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หากมีการใช้งานที่ถูกวิธีและการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ใช้งานได้นานถึง 20-30 ปี โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เซลล์แสงอาทิตย์เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วสามารถนำมาแยกชิ้นส่วนเป็นซิลิกอนกระจก และวัสดุอื่นๆ นำไปรีไซเคิลเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
โดยส่วนตัว ผมคงต้องขอสารภาพตรงๆว่าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต “ซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์” เพื่อนำมาผลิตเป็น“โซลาร์เซลล์” แม้แต่น้อย แต่จากข้อมูลที่รักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้มา ก็พอจะอนุมานได้ว่า ความจริงประเทศไทยมีวัตถุดิบและศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์
และที่สำคัญ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ก็ไม่ได้มีต้นทุนสูงจน “ไม่คุ้ม” ที่จะส่งเสริม เหมือนอย่างหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานพยายามยกมากล่าวอ้างหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้น เลยเกิดคำถามว่า ในเมื่อของดีมีอยู่ในมือ แต่กลับไม่ส่งเสริม ไม่พัฒนา ดันจะไปดิ้นรนสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ให้มันทำลายแหล่งท่องเที่ยว ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายชีวิตประชาชน
คนที่คิดที่ทำแบบนี้ เขาต้องการอะไร มันก็น่าเก็บไปคิดกันนะครับ
มะลิลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี