วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569
22 พ.ค.58 ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.เป็นประธานในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มี นายสมหมาย ภาษี เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. .... มีสาระสำคัญในการกำหนดให้ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะคราวเดียวหรือหลายคราว หากรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท โดยกำหนดให้มีการพิจารณาทบทวนมูลค่ามรดกทุก 5 ปี ซึ่งไม่ใช้บังคับแก่มรดกที่เจ้ามรดก หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคล ที่มีจุดประสงค์ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ ส่วนมรดกซึ่งต้องเสียภาษี ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนหรือสิทธิเรียกร้อง ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา หากผู้ใดไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นทรัพย์สินมรดกไปให้ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 แสนบาท ผู้ใดจงใจยื่นข้อความเท็จ หรือใช้กลอุบายพยายาม ฉ้อโกง หลีกเลี่ยงการเสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือ ปรับไม่เกิน 2 แสนล้านบาท
การพิจารณาในวาระ 2 มีการอภิปรายของสมาชิก สนช.กันอย่างกว้างขวาง พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร กมธ.วิสามัญฯ ได้ชี้แจงสาเหตุที่เปลี่ยนจากการเก็บทรัพย์สินมรดกจาก 50 ล้านบาทขึ้นไป เป็น 100 ล้านบาท ว่า จะกระทบแก่ผู้กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวของประชาชน และธุรกิจที่กำลังจะเติบโต หากส่งมอบให้ลูกหลานจะขาดช่วงได้ จึงเห็นว่าการเก็บภาษีตั้งแต่ 100 ล้านบาท ไม่กระทบคนยากไร้แน่นอน ส่วนข้อกังวลเรื่องที่ดินการเกษตร หรือที่พักอาศัยที่ไม่ควรจัดเก็บนั้นยืนยันว่าหากบุคคลใดมีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาท ก็เป็นคนรวยหรือนายทุนแน่นอน ไม่ใช่เกษตรกร คงไม่มีใครไปทำนาในพื้นที่ 25 ไร่ ของพื้นที่ราชประสงค์แน่นอน ที่จะทำให้ราคาเกิน 100 ล้านบาท อีกทั้งยังแก้ปัญหาพวกนักค้าเก็งกำไรที่ดินได้อีกด้วย
ด้าน นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร ได้เสนอแก้ไขมาตรา 2 ที่ระบุว่า พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้แก้ไขเป็น 180 วัน กรรมาธิการยอมปรับแก้ไขในที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ส่วนมาตราอื่นๆ นั้นมีการสงวนคำแปรญัตติแก้ไขเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมาตรา 13 ที่สมาชิก สนช.ได้เสนอว่าทรัพย์สินบางประเภทไม่ต้องจับเก็บภาษีมรดก เช่น ไม่ให้จัดเก็บมรดกจากอาคาร เคหสถานหรือบ้านที่มีความงาม มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์ พื้นที่การเกษตรไม่เกิน 25 ไร่ รวมทั้งที่ดินเกษตรกรรมที่ได้รับตกทอดจากบุพการี ที่อยู่อาศัยที่ใช้พักอาศัยไม่เกิน 200 ตารางวา ที่ได้รับจากบิดามารดา แต่ กมธ.วิสามัญฯ ไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าทรัพย์สินที่ไม่ควรจัดเก็บมรดก ต้องเกี่ยวข้องกับการศาสนา การศึกษา และสาธารณประโยชน์ หลังการอภิปรายถกเถียงในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ประมาณ 6 ชั่วโมง จึงได้มีการลงมติรายมาตรา ที่ประชุมได้มีเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.วิสามัญฯ ในทุกมาตรา
จากนั้น ได้มีการลงมติในวาระ 3 ที่ประชุม สนช.ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. .... ด้วยคะแนนเสียง 145 ต่อ 5 งดออกเสียง 10 ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ ในเวลาต่อมาที่ประชุมยังได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายการจัดเก็บภาษีจากการรับมรดก การพิจารณาในวาระ 2 กรรมาธิการได้แก้ไขมาตรา 2 ที่ระบุว่า พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้แก้ไขเป็น 180 วัน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ และต่อมาได้มีการลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยคะแนนเสียง 147 งดออกเสียง 5 ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี