เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 25 มกราคม มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. โดยมีประเด็นสำคัญที่มาตรา 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว แก้ไขเนื้อหาให้บังคับใช้กฎหมาย 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากต้นร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กำหนดให้บังคับใช้ทันที
โดย นายวิทยา ผิวผ่อง ประธาน กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงเหตุผลที่ต้องขยายเวลาบังคับใช้ไป 90 วันว่า ที่ผ่านมาสนช. เคยผ่อนเวลาการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วในหลายรูปแบบ เช่น ให้มีผลบังคับเมื่อพ้น 90 วัน หรือ 240 วันมาแล้ว เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นต้น
ทั้งนี้ กมธ. อยากให้กฎหมายฉบับนี้เป็นการพัฒนาการเลือกตั้ง และพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ จึงขอเสนอเลื่อนการใช้บังคับกฎหมายออกไปไป 90 วัน เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทำความเข้าใจกับหลักเกณฑ์ฉบับใหม่โดยไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่
กรธ.ข้องใจไม่มีใครขอจะขยายทำไม
ขณะที่ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาออกไป 90 วัน กล่าวว่า การกำหนดเวลา 90 วัน เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการเดิมที่ กรธ. กำหนดเอาไว้ และ สนช. ได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกไปแล้ว ที่ผ่านมา คสช. คณะรัฐมนตรี และ กกต. ก็ไม่เคยแจ้งหรือขอให้ขยายเวลา ดังนั้น กรธ. จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะขยายออกไป
ขณะที่ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. ในฐานะ กมธ. ที่เสนอให้ขยายเวลา 120 วัน กล่าวว่า ระยะเวลา 90 วัน ยังไม่เพียงพอและอาจเกิดประเด็นปัญหาในทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอาจทำให้ดำเนินการตามกฎหมายไม่ทันในทางปฏิบัติ ซึ่งถ้าจะไปขอขยายเวลาภายหลังก็จะเป็นประเด็นทางการเมืองเข้าไปอีก
สนช.ดาหน้าหนุนยืด90วัน
จากนั้น สนช. ได้อภิปรายสลับกันแสดงความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน เพราะเป็นระยะเวลาเหมาะสม อาทิ นายสมชาย แสวงการ สนช. อภิปรายว่า ความจริงแล้วอยากได้ 180 วันด้วยซ้ำ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรขยายเวลาออกไป 90 วัน ก็ต้องเคารพ และสนับสนุน กมธ.เสียงข้างมาก ส่วนพรรคการเมืองที่ค้าน ก็ขอให้กล้าเอาความจริงมาพูด เพราะไม่ต้องการระบบไพรมารี่โหวตหรือไม่ จึงออกมาคัดค้านการขายเวลา
“พงษ์ชัย”ทะลุกลางปล้องเสนอลาก5ปี
พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต กล่าวว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เราจะไม่มีประเทศไทยแบบทุกวันนี้ จะมีแต่การเผาบ้านเผาเมือง แบ่งแยกประเทศ ที่ผ่านมานักการเมืองทำอะไรเพื่อประเทศและประชาชนบ้าง มีแต่ใช้วาทะกรรมบิดเบือน ชักศึกเข้าบ้าน การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือนหรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ขู่ตีความไม่กาบัตร-อดรับราชการ
จากนั้นที่ประชุมจึงได้พิจารณามาตราอื่นๆ รายมาตรา โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ มาตรา 35 ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดย กมธ. เสียงข้างมากได้ตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) การตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และตัดสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น มีกำหนดเวลา 2 ปี แต่ยังมีผู้คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและขู่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ
“ครูหยุย”ดักคอเปิดช่องตีความล้มกฎหมาย
โดย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า การเพิ่มเนื้อหาดังกล่าว ถือเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนเกินสมควรซึ่งรับไม่ได้ อีกทั้งส่อขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้สงสัยได้ว่ามีเจตนาเพิ่มข้อความดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การร้องให้ตีความว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถือว่าไม่ดีงาม และถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง ขณะที่ นายตวง อันทะไชย สนช. ขู่ว่า หากกมธ.ไปตัดออก จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
จัดมหรสพหาเสียง-ถกกันเครียด
ต่อมา เวลา 15.20 น. มีการพิจารณามาตรา 75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติให้จัดแสดงมหรสพงานรื่นเริงระหว่างหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามไว้และยังห้ามรณรงค์โหวตโนด้วย โดยฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นว่า เป็นการเหลื่อมล้ำ ไม่เกี่ยวกับนโยบายพรรค แต่นำมาใช้เพื่อจูงใจให้คนไปลงคะแนนจนนำไปสู่การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม
ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า การให้จัดมหรสพต้องมีไว้ แต่จะให้กกต.ไปวางหลักเกณฑ์ให้อยู่ในวิสัยตามควรแก่กรณี ไม่ใช่ให้จัดได้โดยเสรี เพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคเล็กพรรคใหญ่ จะให้ปรับปรุบวงเงินในการว่าจ้างมหรสพแต่ละเขตพื้นที่ไม่เกินร้อยละ20ของวงเงินหาเสียง เป็นต้น
โหวตท่วมท้นเลื่อนเลือกตั้ง90วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก สนช. พิจารณาทุกมาตราเสร็จสิ้น จึงเริ่มมีการลงมติวาระที่ 2 โดยสำหรับมาตราที่ 1 เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายดังกล่าว 90 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 196 ต่อ 12 เสียง และงดออกเสียง 14 เสียง
ล้มตัดสิทธิรับราชการ-ห้ามจัดมหรสพ
ส่วนในมาตรา 35 เกี่ยวกับการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่กมธ.เสียงข้างมากได้เพิ่มการตัดสิทธิการเข้ารับราชการในสังกัดในรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วย ด้วยคะแนน 118 ต่อ 92 งดออกเสียง 13 แต่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามที่ กมธ. เสียงข้างมากทำการแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา
เช่นกันกับมาตรา 75 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบห้ามจัดแสดงมหรสพงานรื่นเริงระหว่างหาเสียง โดยตัดประเด็นของกรรมาธิการฯทิ้งไป
ปิดจ็อบสนช.โหวตผ่านฉลุยวาระ3
จากนั้นต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. ที่ประชุมจึงได้มีมติ 213 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในวาระที่ 3 ก่อนประธานจะสั่งปิดการประชุม โดยสรุปใช้เวลาการประชุมไปยาวนานถึงเกือบ 14 ชั่วโมง
โดยหลังจากนี้ สนช. จะต้องนำร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่งไปยัง กรธ. และ กกต. เพื่อพิจารณาว่ามีเนื้อหาขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าขัด ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายประกอบด้วย สนช. 5 คน กรธ. 5 คน และ กกต.อีก 1 คน ทำหน้าที่ทบทวนร่างกฎหมายทั้งหมดต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี