ศาลยกคำร้อง40สว.-ปชป. แก้รธน.ไม่เข้าข่ายม.154

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.

ศาลยกคำร้อง40สว.-ปชป.

แก้รธน.ไม่เข้าข่ายม.154

โหวตศาลฏีกาเสียงแตก

ยังไม่ได้”กกต.”คนที่สอง

เมื่อวันที่ 9ตุลาคม  ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวโดยระบุถึงผลการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมมีคำสั่งไม่รับคำร้องกรณีที่นายสมศักดิ์   เกียรติสุรนนท์  ประธานรัฐสภา และนายนิคม  ไวยรัชพาณิช ประธานวุฒิสภา   ส่งความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กับคณะ รวม 68 คน   กับนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์     ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กับคณะ รวม 142 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง ว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลยกคำร้องแก้รธน.ไม่ขัดม.154

จากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าทั้งสองเรื่องมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกัน ศาลจึงพิจารณารวมกันแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 15 มาตรา 291โดยบัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการตาม (1) ถึง (7) ว่าให้ต้องทำเป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มิใช่ทำเป็นร่างพระราชบัญญัติ ทั้งมาตรา 291 (7)    ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติ เฉพาะมาตรา 150 และมาตรา 151 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 154   ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการตราพระราชบัญญัติมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยมาใช้บังคับ  ดังนั้น เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวประกอบกันแล้ว กรณีตามคำร้องนี้จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัย

ปธ.วิปค้านน้อมรับคำวินิจฉัย

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)กล่าวว่า ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีการตรากฎหมายไว้สำหรับกรณีที่มีการทุจริตการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจะยื่นให้วินิจฉัยตามมาตรา 154 ทำได้เฉพาะกรณี ร่าง พ.ร.บ. หรือ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นห่วงว่าในภายภาคหน้าหากมีกรณีที่มิชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก เช่น การกดบัตรแทนกัน การตัดสิทธิ์ผู้แปรญัตติในการอภิปราย จะมีช่องทางใดที่ระงับได้หรือไม่ หากมีการปล่อยออกไปก็จากกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องหาคำตอบต่อไป

รอลุ้นหมัดเด็ดขัดมาตรา68หรือไม่

“แม้ว่าศาลจะยกคำร้องในส่วนมาตรา 154 แต่ก็มีการยื่นให้ตีความว่าขัดต่อมาตรา 68 หรือไม่ซึ่งศาลได้รับไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งทางฝ่ายค้านเห็นว่าการกระทำทุจริตในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีน้ำหนักเข้าข่ายเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบตามวิถีของรัฐธรรมนูญมาตรา68”นายจุรินทร์ กล่าว

พท.ล่าชื่อ116สส.ชงโล๊ะรธน.309

ขณะที่นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นประกอบการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกมาตรา 309 ว่า ขณะนี้มีส.ส. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว จำนว 116 คน แต่ตนยังไม่นำยื่นต่อรัฐสภาให้พิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเสนอความเห็นว่าให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตรา 309 เข้าสู่ที่ประชุมทั้ง 2 คณะก่อน เบื้องต้นคาดว่าจะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้า

“ขอถามไปยังฝ่ายค้านด้วยว่าเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าทั้งฝ่ายค้านและส.ว.ที่มาจากการสรรหาไม่มีฝ่ายไหนที่เห็นด้วย   และการเสนอให้มีการยกเลิกมาตรา 309 ที่รับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ         ถือว่าเป็นการไม่ยอมรับการรัฐประหาร”นพ.เหวงกล่าว

ที่ประชุมศาลฏีกาเฟ้นหากกต.

                ทางด้านความคืบหน้าในการสรรหาคณะกรรมการ(กกต.)สายตุลาการนั้น วันเดียวกันนี้ ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็นกกต. ที่เหลืออีก 1 คน หลังจากเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ลงคะแนนเลือก นายศุภชัย สมเจริญ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เป็นบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อเป็น กกต.ก่อนเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบตามกฎหมาย ได้แล้ว 1คน

ลงคะแนนลับ4ตัวเต็งผ่านรอบแรก

              โดยการประชุมใหญ่ดังกล่าวมีผู้พิพากษาในศาลฎีกาเข้าประชุมทั้งสิ้น 149 คน ขณะที่การลงคะแนนสรรหาครั้งนี้ มีชื่อผู้ร่วมสรรหาทั้งสิ้น 5 ราย ประกอบด้วยสายตุลาการ 4 คน ได้แก่ นางเปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ , นายพิชิต คำแฝง อดีตรองประธานศาลฎีกา , ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา และนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ขณะมีบุคคลภายนอก 1คน คือ นายพิมล พูพิพิธ อดีตคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งการลงคะแนนนั้น จะใช้วิธีการลงคะแนนลับโดยให้ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแต่ละคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกบุคคลที่เสนอชื่อร่วมสรรหาได้ในรอบแรกไม่เกิน 4 คน ก็ปรากฏว่ารอบนี้ผู้ที่มีคะแนนสูงสุดที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา 4 คน ได้แก่ นางเปรมใจ , นายพิชิต , ม.ล.ฤทธิเทพ และนายธีรวัฒน์

รอบ2ไม่ผ่านเกณฑ์-รอโหวตใหม่

              ต่อมาที่ประชุมใหญ่จึงได้พิจารณาลงคะแนนเลือกรอบที่ 2   เพื่อคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อจากจำนวน 4 คน ให้เหลือเพียง 1 คน โดยยึดหลักเกณฑ์ว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ จะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาที่เข้าประชุมนั้น         อย่างไรก็ตามปรากฏว่าในการลงคะแนนเลือกรอบที่ 2 ผู้ที่ถูกเสนอชื่อทั้ง 4 คนไม่มีใครได้รับคะแนนเกินกึ่งหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ส่งผลทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ยังไม่สามารถคัดเลือกบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อเป็น กกต. คนที่ 2 ได้ภายในวันนี้ และจะมีการกำหนดนัดประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลเสนอเป็น กกต.อีกครั้ง โดยยังไม่ได้กำหนดว่าจะนัดประชุมกันอีกครั้งเมื่อใด

“เปรมใจ”ยังไม่ท้อขอลงลุ้นต่อ

              ด้านนางเปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ 1   ใน 4 ผู้ถูกเสนอชื่อ สรรหาเป็น กกต.ถึง 2 ครั้ง เปิดเผยว่า แม้ตนได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์กึ่งหนึ่ง แต่ยังไม่ท้อและตั้งใจจะลงสมัครสรรหาอีกในครั้งที่ 3 เพราะคิดว่าเรามีความตั้งใจที่จะทำงาน ที่ผ่านมาการเป็นผู้พิพากษาก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เคยกระทำเรื่องอะไรที่เป็นการเสื่อมเสีย เพียงแต่การลงสมัครสรรหาไม่เหมือนการสอบที่แค่ว่าอ่านหนังสือแล้วจะสอบผ่าน การสรรหาเป็นเรื่องของบุคคลอื่นเห็นว่าเราเหมาะสมจึงเลือกเรา ดังนั้นเมื่อได้ตั้งใจแล้ว ก็จะขอเสนอตัวเพื่อคัดเลือกเป็น กกต.ในครั้งต่อไป