537.jpg
บทความพิเศษ : การเมืองภาคพลเมือง (Civil politics) กับสถานการณ์ที่ประชาชน ได้รับสิทธิเสรีภาพในการปฏิรูป

บทความพิเศษ : การเมืองภาคพลเมือง (Civil politics) กับสถานการณ์ที่ประชาชน ได้รับสิทธิเสรีภาพในการปฏิรูป

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557, 02.00 น.
Tag :

ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มีเจตนารมณ์ที่สำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงการเมือง ของนักการเมือง เป็นการเมืองของพลเมือง โดยส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครอง เป็นการเมืองภาคพลเมืองที่ควบคู่ไปกับการเมืองของนักการเมือง (Politician politics)

โดยการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองให้มีประสิทธิผล ต้องมีการสนับสนุนการติดตาม และตรวจสอบกระบวนการปฏิรูปการเมือง การจัดองค์กรประชาชน การรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ประชาธิปไตยของประชาชน การสร้างสำนึกพลเมือง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ


ทั้งนี้ ต้องมีการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น กฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หรือการเมืองภาคพลเมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถทำกิจกรรมการเมืองภาคพลเมืองได้อย่างเต็มที่ เข้มแข็ง ต่อเนื่อง อิสระ มีต้นทุนต่ำ และไม่เป็นภาระแก่ตนเองมากเกินจำเป็น ในมิติของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม ก็เช่นเดียวกับในระดับทฤษฎี ขบวนการประชาชนของไทย ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบอกลาการปฏิวัติทางชนชั้น แบบพรรคการเมืองในอดีต เพื่อยึดอำนาจรัฐมาสู่“การเมืองภาคพลเมือง” ซึ่งมีการจัดตั้งองค์กรแบบเครือข่าย (network) ที่เชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ ผ่านประเด็นของความล้มเหลว จากการพัฒนาของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐ แต่เน้นการเมืองนอกรัฐสภา โดยใช้ “การเมืองบนท้องถนน” หรือปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า (direct action) เป็นยุทธวิธีหลัก และมักมีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ หรือ (New Social Movement-NSM) เป็นตัวแบบหรือแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

อิทธิพลของ NSM มิได้จำกัดอยู่ที่การเมืองภาคพลเมืองในชนบทหรือเกษตรกร ดังเช่น ที่เราเห็นในกรณีตัวอย่าง คือ สมัชชาคนจน เท่านั้น หากแต่พิจารณาทางการเมืองของขบวนการแรงงาน และขบวนการกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม เราจะพบว่า ขบวนการจำนวนมาก มุ่งเน้นการขับเคลื่อน และรวมตัวกันทางการเมืองผ่านการจัดตั้งเครือข่ายหลวมๆ ที่สนใจประเด็นเฉพาะหน้าด้วย

โดยบอกเลิกการจัดตั้งพรรคการเมืองปฏิวัติชนชั้นเช่นเดียวกัน เช่น เครือข่ายสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า เพื่อชาติเพื่อประชาชน ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 2547 และกรณีการชุมนุมคัดค้านการทำข้อตกลง การค้าเสรีไทย – สหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดโดยกลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ในปี 2549 เป็นต้น (ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่/เก่งกิจ กิติเรียงลาภ) ดังนั้น การเมืองภาคพลเมือง เป็นแนวคิดของพลเมืองของประชาชน ของชาวบ้าน ไม่ใช่การเมืองของผู้แทนหรือตัวแทน

ส่วนรูปแบบของพลเมือง ก็อาจต้องใช้อำนาจตามสิทธิของตัวเอง เช่น การหนุนเสริม การเห็นชอบ หรือร่วมกับการใช้อำนาจของรัฐหรือราชการ ในกรณีที่เห็นด้วยกับนโยบายหรือวิธีการของรัฐบาล ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ การคัดค้าน การท้าทาย การตอบโต้ การประท้วง การชุมนุม ในกรณีที่ไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่างกับการใช้อำนาจของรัฐ ดั่งสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติอยู่ในขณะนี้ที่เกิดจากการเมืองภาคพลเมือง เป็นการเมืองหรือสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับสิทธิเสรีภาพ ในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบาย

แต่รัฐบาลที่ยังคงมีอำนาจรักษาการในขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามามาก มากเสียจนเกิดความเครียดไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา เรื่อง การรับจำนำข้าว ที่ยังคาราคาซัง หรือแม้แต่เรื่องใกล้ตัวมากที่สุด ในเรื่องการเลือกตั้งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย บ้างก็ว่า ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญบ้าง ก็ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จึงถามหาคำว่า ความรับผิดชอบ ซึ่งความรับผิดชอบ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการใช้อำนาจ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการของการใช้อำนาจ ทั้งสนับสนุนรัฐและต่อต้านรัฐ คือจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับรัฐ หรือหน่วยงานราชการ ในกระบวนการกำหนดนโยบาย หรือข้อเรียกร้องจากภาคพลเมืองจำนวนมาก ที่ต้องการปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตยนั้น เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เน้นย้ำว่า ประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชน และย้ำว่าประชาชนควรเป็นเจ้าของประชาธิปไตยให้มากที่สุด

ซึ่งการให้นิยามใหม่ ที่มีจุดย้ำใหม่ ประชาธิปไตย เป็น “การปกครองตนเอง” ของประชาชน (Self-Government Democracy) แทนที่จะเป็นการปกครองที่ “ทำแทนประชาชน หรือทำให้ประชาชน” (Representative Democracy) ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็น่าจะช่วยสร้างความเป็นพลเมืองได้ดียิ่งขึ้นและน่าจะช่วยหลีกเลี่ยงแนวโน้มที่ “ประชาธิปไตย” จะลื่นหลุดไปเป็น “ประชานิยม” ไปได้

ประชาธิปไตยชุมชน จึงเป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองหรือพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชน หรือกลุ่มองค์กรชุมชน องค์กรท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชน ที่มีความหลากหลายได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างอิสระ รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำกิจกรรมร่วมหรือการปรึกษาหารือร่วมกัน ดังนั้น การเสริมสร้างการเมืองภาคพลเมือง ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับเครือข่ายในท้องถิ่น ให้มีความเข้มแข็ง และเป็นรูปแบบปฏิบัติการของกลุ่มองค์กรทางสังคม

ดังที่ ณรงค์ บุญสวยขวัญ ได้สรุปไว้ว่า การพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จึงต้องมีการพัฒนากลไก กระบวนการ นั้นคือ การพัฒนาแนวทางด้านองค์กร การพัฒนาด้านความไว้วางใจ การพัฒนาด้านผู้นำ การพัฒนาด้านการเชื่อมโยงเครือข่าย การพัฒนาทางด้านเกณฑ์ หรือการระดม การสื่อสารและการทำให้เป็นข่าว หรือประเด็นสาธารณะโดยที่องค์กรทางสังคมนั้น จะต้องมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

เพราะฉะนั้น การระดมสมอง การลดราวาศอก การยอมรับกันและกัน เป็นการเมืองภาคพลเมือง ที่มีบทบาทในการเสนอแนวความคิด การพิจารณา การสร้างนโยบาย การตรวจสอบ การปฏิรูป อันจะนำไปสู่ขั้นตอนปฏิบัติให้กับประชาชนโดยแท้ เมื่อสังคมการเมืองในขณะนี้ เดินเข้าไปสู่การเมืองแบบสหการ หรือการเมืองแบบบรรษัท หรือการเมืองแบบรัฐพหุนิยม เราจึงพบเห็นกลุ่มองค์กรทางสังคม มีบทบาทออกมาในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับมวลชน และกลุ่มเรียกร้อง ซึ่งนับวันก็มีมากขึ้น มากขึ้นตามลำดับ เต็มทั่วท้องถนน

นั้นคือ ปรากฏการณ์ของการเมืองภาคพลเมือง (Civil politics) โดยแท้ที่เข้ามามีบทบาท ซึ่งต้องทำอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องต่อไป

อาจารย์นุกูล ชิ้นฟัก
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top