คอลัมน์การเมือง

อีปู ไอ้เหลิม อีเพ็ญ และลูกเล่นของพระพยอม

เมื่อวันวิสาขบูชา 24 พ.ค.ที่ผ่านมามีเรื่องสนุกเยอะนะครับ เนื่องจากเป็นวันพระใหญ่ ก็ขอให้เกียรติพระก่อน

                ก.) พระพยอม กัลยาโณ ได้แสดงธรรม ตอนหนึ่งในคำเทศน์ของท่านย้ำว่า การเรียกนายกรัฐมนตรีว่า'อีนั่น-อีนี่' ในวันวิสาขบูชานี้ ไม่อยากได้ยิน” โดยท่านเทศน์นำมาก่อนว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นพุทธจริยา หรือกิริยา มารยาท อาการของพระพุทธองค์ 3 เรื่องที่เรียกได้ว่า ดีที่สุดของโลกคือ1.การละความเห็นแก่ตัว 2.หยุดยุแยงให้แตกแยก และ 3.งดหยาบคาย

                “เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันวิสาขบูชาแล้ว ทรงละความเห็นแก่ตัว ต่างจากคนในสมัยนี้ที่แย่งชิงอำนาจ เมื่อครั้งเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงสละ ไม่แย่งชิงกับใคร โดยไม่ต้องแถลงนโยบาย เรื่องที่ 2 คือ หยุดยุแยงให้แตกแยกกัน พระพุทธเจ้าไม่แย่งชิงสาวกกับใคร หากใครจะมานับถือ พระองค์ก็จะตรัสว่า อย่าเพิ่งมานับถือตถาคต ต่างจากคนในสมัยนี้ที่ยั่วยุให้เกลียดชังสีนั้นข้างนี้ เรื่องที่ 3 คือ งดหยาบคาย พระพุทธเจ้าไม่มีตัวกูของกู เมื่อตรัสรู้แล้วมีแต่ตถาคต”พระพยอมเทศนา พร้อกับงเทศน์อีกว่า การเรียกนายกรัฐมนตรีว่า 'อีนั่น-อีนี่' ในวันวิสาขบูชานี้ ไม่อยากได้ยิน

                “เนื่องในวันวิสาขบูชา อาตมาอยากจะเห็นทั้งสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีชมพู สีฟ้า ทุกๆสีไม่ยั่วยุใครให้เกลียดชังกัน ใครด่ามาก ก็หยาบมาก ที่ด่านายกฯว่า อีนั่น-อีนี่ ขออย่าให้มีในวันวิสาขบูชา หากนักการเมืองละความเห็นแก่ตัว หยุดยุแยง งดหยาบคายได้ในวันนี้ ก็ถือว่ามีวิสาขบูชา”

                ข.) อีปู เอ๊ย! ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปพูดที่ญี่ปุ่น ตอนหนึ่งเธอย้ำว่า การเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะเป็นการมอบโอกาสและความเท่าเทียมแก่ทั้งสองเพศ  และบอกว่าผู้หญิงและผู้ชาย ควรทำงานรวมกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งคนละแบบไม่ว่าหญิงหรือชาย ในการเป็นผู้นำจะต้องมีความตั้งใจและทำงานอย่างเต็มที่ อย่าตัดสินกันจากเพศ

                ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข ที่หลายสำนักข่าวพาดหัวว่า ‘อีเพ็ญ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนของช่อง 3 ตอนหนึ่งมีใจความว่า

                “หากมีใครถามว่า เราคุยเรื่องช่อง 3 กันตั้งนานสองนานไปทำไม ทำไมไม่เสวนาในเรื่องที่ดูจะใหญ่กว่า  เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แนวคิดปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ท่านกรุณาอธิบายให้เขาฟังแทนผมด้วยว่า เหตุที่การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤติถึงขนาดนี้ เพราะการครอบงำทางวัฒนธรรมในสังคมไทย....กลยุทธ์การทำข่าวให้เป็นละคร (news dramatization)  ความจริงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำสังคมไทยให้เป็นละคร (national dramatisation) ความเป็นละครหมายความว่า ชีวิตแบบไทยมีจุดจบของแต่ละตอน หรือตอนจบของเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการจบแบบให้ความสุข (happy ending) ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะระหกระเหินผ่านความทุกข์ร้อนขนาดไหนก็ตาม การสร้างละครมาให้คนเขาได้ “หนี” จากความจริงที่บางครั้งก็เจ็บปวดทุกข์ร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้ทำเฉพาะในเมืองไทยหรือช่อง 3 เท่านั้น แต่ช่อง 3 เป็นผู้เพิ่มความหมายทางการเมืองและสังคมผ่านช่องทางละครและรายการข่าวของตัวเองเข้าไปทีละน้อย ด้วยวิธีทำให้พรมแดนระหว่างข่าวกับบันเทิงเจือจางลง จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันในบางครั้ง

            รายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และ “เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์” ซึ่งเป็นรายการข่าวของช่อง 3 ที่ทำกำไรจากเม็ดเงินโฆษณาได้มากที่สุด เป็นหัวหอกในเรื่องนี้  วิธีการคือ ลดทั้งขนาดและความสำคัญของข่าวการเมือง ลงมาเป็นเพียงเนื้อหาส่วนหนึ่งของรายการ เพื่อให้ข่าวอื่นๆ ที่มิใช่ข่าวการเมืองช่วยข่มและกดทับความสำคัญของข่าวการเมืองลงไป เราจะเห็น “โฆษกช่อง 3” แบบคุณสรยุทธ์ คุณกรุณา คุณภาษิต และคุณอะไรต่อมิอะไรอีกหลายคุณ นำเสนอข่าวการเมืองแบบเหนื่อยหน่าย จำใจ และมีลักษณะชวนให้รู้สึกตามว่า บ้านเมืองจะไม่น่าอยู่ หากเราคุยการเมืองกันมากเกินไป เขาจึงเป็นตัวแทนช่อง 3 เอาโก๊ะตี๋และตัวแสดงอื่นๆ รีบนำเนื้อหาฝ่ายบันเทิง มโนสาเร่ กีฬา การพนัน (โดยอ้อม) ไสยศาสตร์ (โดยตรงและโดยอ้อม) มาสวมต่อกันทันที อาศัยจุดอ่อนของคนไทยจำนวนไม่น้อยหนึ่งที่ถูกระบบการศึกษาทำให้กลายเป็นคนสมาธิสั้น อดทนสั้น กลัวการคิดที่ซับซ้อน กลัวเครียด ฯลฯ มาเป็นเครื่องมือสำคัญ”

                ทั้งหมดนี้ ผมเห็นด้วยกับ ‘อีเพ็ญ’ มากที่สุด  เพราะช่อง 3 มีความเหลาะแหละเลวทรามต่อการทำหน้าที่ ‘ครอบครัวข่าว’ ที่มุ่งให้ข่าวอย่างมีน้ำหนักสู่ประชาชนเป็นอย่างมาก  ก็เขาจะเอาจริงเอาจังต่อการวิพากษ์วิจารณ์เหตุบ้านการเมืองในขณะนี้ ที่มากไปด้วย‘การโกง’ ได้อย่างไร  ในเมื่อช่องเขาเน้นคนอย่าง ‘สรยุทธ์’ เป็นตัวชูโรง  และเป็นสรยุทธ์คนเดียวกันมิใช่หรือ ถูก ปปช. ฟ้องศาลว่า ‘โกง’  

            ตอนนั้น ผู้คนร่วมวงการและประชาชนที่ใจมีความละอาย ต่างวิงวอนให้สรยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า ใครก็ตามที่ถูก ปปช.ชี้มูลทุจริต และศาลประทับรับฟ้อง ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสื่อมวลชนนี่แหละคือ ต้นแบบที่ดี เพราะขณะตัวเองถูกกล่าวหาว่าโกง (ในกรณีสรยุทธ์ การรีบนำเงินฆ่าโฆษณาที่แอบขายเกินเวลา โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ อสมท.ไปคืนช่อง 9 ก็เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนการยอมรับผิดอย่างเห็นได้ชัดใช่หรือไม่)  ตัวเองจะทำหน้าที่ไล่ต้อนคนโกงให้จนมุมในรายการ หรือตรวจสอบการโกงของนักการมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ตุลาการที่มีผลให้คุณให้โทษต่อตนได้อย่างไร 

                เมื่อสรยุทธ์ไม่รู้สึก  การเรียกร้องก็ขยับไปที่ช่อง 3 ซึ่งมีอำนาจที่จะหยุดสรยุทธ์ และเป็นเยี่ยงอย่างแก่องค์กรสื่ออื่นๆ ได้  หลายคนยังเห็นด้วยว่า ช่อง 3 เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเน้นการมีธรรมาภิบาล  เป้นพี่ใหญ่ลำดับต้นๆ ของวงการสื่อ หากเรียกร้องไป น่าจะได้ผล  แต่—เปล่าเลย!

                หลังจากช่อง 3 ยืนยันจะอุ้มสรยุทธ์ไว้‘หากำไร’ ทิศทางการนำเสนอข่าวก็เปลี่ยนไป เริ่มเล่าข่าวสัพเพเหระ  เลี่ยงข่าวการเมือง เน้นเรื่องแปลกประหลาด ตลก มากลบเกลื่อนภารกิจหลักของการเป็น‘สื่อมวลชน’ที่ช่อง 3 เคยทำได้ดีมาก่อน โดยเฉพาะในยุค จินดารัตน์ เจริญชัยชนะและดร.เกษมสันต์ วีรกุล  ที่การประกาศข่าวและรายการสัมภาษณ์ ล้วนกล้าหาญ ทันสถานการณ์ และตรงไปตรงมา มายุคนี้ ข่าวการเมืองเป็นแค่บนสนทนาที่เร่งร้อนแล้วหลบเลี่ยงไปสู่ข่าวอื่นอย่างรวดเร็ว ส่วนช่วงสนทนาก็เลือกที่จะเอาคนของรัฐบาลมาออกเสียเป็นส่วนใหญ่ จนคนทั่วไปรู้สึกว่า ‘สอพลอ’จนออกนอกหน้า โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งผู้ว่า กทม.  สรยุทธ์ก็ออกอาการหนุนพงศพัศ พงษ์เจริญ จนเอียงกะเท่เร่ แต่กลับไม่กล้าหาญประกาศจุดยืนให้ชัดว่าฉันเชียร์ เหมือนที่นักการสื่อสารมวลชนอีกมาก ต่างแสดงตัว ไม่เป็นอีแอบ

                เมื่อช่อง 3 กับฝ่ายข่าว ซึ่งเป็นเจ้าภาพใหญ่ไม่แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม ประชาชน และประเทศชาติ ผู้จัดละครหลายรายคงเหลืออดถึงกับมีบทสนทนาเสียดสีนักการเมืองชั่ว ล้อนายกฯ และกระตุ้นสำนึกคนให้รังเกียจความชั่ว หยุดเป็นไทยเฉย ผลุบๆโผล่ๆ ออกมาอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะละคร‘เหนือเมฆ 2’ ที่ช่อง 3 ไม่เคารพสิทธิประชาชนที่ควรได้รับชมจนจบ และใช้วิจารณญาณกลั่นกรองเอาเอง แถมโยนทิ้งซึ่งเกียรติแห่งความเป็นสื่อของตัวเอง ลงไปอยู่ใต้ตีนอำนาจมืด สังคมก็ควรกล้าหาญที่จะวิพากษ์วิจารณ์ช่อง 3 ให้หนัก มากกว่าพร่ำเพ้อรำพันถึงคุณชายรูปหล่อทั้งหลายในละครรอบค่ำ จนลืมจุดยืนที่เน้น‘ผลประกอบการ’ของตน จนละเว้นหน้าที่ที่มีต่อวิชาชีพของช่อง 3 ที่เคยรังเกียจและต่อต้านกันมาก่อน

                ขณะที่ ง.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปขึ้นพูดบนเวทีเสื้อแดง ที่ จ.อุดรธานีว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตนเองเกลียดที่สุดคือ นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ที่ผ่านมาเป็นรัฐบาล ทำแต่เรื่องชั่วๆ ย้อนไปหลายปีก็แจกที่ดินให้คนรวย กู้เงินมาก็ไม่ได้ประโยชน์ ไม่มีอะไรทำ แจกเงินประชาชน 2,000 บาท ส่วนสื่อที่ตนเองจะไม่ให้สัมภาษณ์คือ ผู้จัดการ แนวหน้า และไทยโพสต์ (ที่มา : แนวหน้าออนไลน์)

                ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวกับคนเสื้อแดงในการชุมนุมว่า อยู่ที่ไหนก็ชุมนุมกันที่นั่น ไม่ต้องเดินทางไปไหน เดี๋ยวผมจะไปหาเอง พรรคประชาธิปัตย์ ไปชุมนุมที่ไหนก็จะไปชุมนุมที่นั่น แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ปชป.ชุมนุมที่กรุงเทพฯ ก็จะไปกรุงเทพฯ

                "ผมพูดว่าผมเป็นขี้ข้านายกฯทักษิณ เพราะพวก ปชป.กล่าวหาผม ขี้ข้าที่ไหนจะหล่อแบบนี้ มันเป็นการพูดเยาะหยันประชดประชันพวก ปชป.ไม่รู้อะไร ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับที่ผมเสนอไปคงเหลือเพียง 5 มาตรา ทุกคนได้ประโยชน์หมด เมื่อพี่น้องเห็นด้วยแบบนี้ผมก็จะเดินหน้าไปปราศรัยกับพี่น้องทั่วภาคอีสาน และจะไปภาคใต้ด้วย ผมยอมรับว่าตอนหาเสียงผมบอกพี่น้องคนไทยที่เลือกพรรคเพื่อไทยว่าจะเอา พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทย ทำให้ผมและพรรคเพื่อไทย เลือกตั้งซ่อมที่ไหนก็ชนะหมด ไม่ว่าจะเป็นสกลนคร มหาสารคาม หรือที่อื่นเพราะทุกคนอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านมาบริหารบ้านเมือง และยังยืนยันว่าจะเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านให้เร็วที่สุด"  (ที่มา : มติชนออนไลน์)       

                ถามพระพยอมว่า พฤติกรรมอย่างนักการเมืองที่คนไม่น้อยเรียกว่า ‘ไอ้เหลิม’ นี้ เลวไหม  ยุยงให้เกลียดชังแตกแยกอย่างที่ท่านไม่ปรารถนาจะเห็นหรือเปล่า  แล้วท่านคิดจะเทศน์ ‘โปรดสัตว์’ สักตัวไหมขอรับ

                พระพยอมเป็นพระที่ผู้คนจำนวนมากเสื่อมศรัทธา สิ้นความนับถือ เพราะอะไร เพราะคำเทศน์ บทความ และการแสดงออกของท่าน มันชัดแสนชัดว่า ท่านเลือกมาเป็นตัวตลก ยกธรรมมะมาเทศน์ธรรมาสน์เอียงอยู่ในพื้นที่สีแดงของวงการเมืองใช่หรือไม่

                ในขณะที่บริวารหลากเพศหลายพันธุ์ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกมาหอนกันเกรียวว่า “อย่าดูถูกเพศแม่-อย่ารังแกผู้หญิง”  พระพยอมซึ่งคงจะคุ้นกับเสียงหอนของหมาวัดก็โดดเข้ามาร่วมวงด้วย ช่วยห้ามว่าอย่าเรียกนายกฯ ว่าอีนั่น-อีนี่เลย

                สิ่งที่ท่านห้ามน่ะดีครับ ผมกราบนมัสการสุดหัวใจ แต่ท่านเลือกห้ามใครไม่ห้ามใครอยู่หรือเปล่าล่ะ?  ท่านได้ห้ามคนเสื้อแดง ให้หยุดเรียก ไอ้มาร์ค ไอ้ฆาตกร ไอ้ 98 ศพ ไอ้มือเปื้อนเลือด  อะไรทำนองนี้บ้างไหม?

                ยิ่งลักษณ์เอาเงินแผ่นดินบินไปพูดโป้ปดใส่ไคล้ประเทศชาติที่มองโกเลีย  คนไทยที่เขารักชาติ เขาก็ทนไม่ได้ ว่าผู้หญิงอะไร๊ ปลิ้นปล้อนได้เช่นนี้  เขาเกิดความขยะแขยง เขาเหลืออด จึงเรียกจิกหัวว่า “อีปู” กดเข้าไปในกูเกิ้ลว่า “อีโง่” รูปเธอก็โผล่ขึ้นมา  คุณชัย ราชวัตร คงเหลือทนกับปาฐกถาเท็จๆ ของเธอกระมัง จึงยกหลักการประกอบภาพของเธอว่า “โปรดเข้าใจ กระหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กระหรี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ”  ท่านก็เทศน์สอนเธอบ้างสิครับ ว่าไม่อยากให้ใครเรียกว่า “อีนั่น-อีนี่” จงประพฤติตัวเป็นผู้นำที่มีศีลมีสัตย์ อย่าหัดกะล่อนตอแหล

                ลูกน้องเพิ่งใช้แผน “อย่าดูถูกเพศแม่-อย่ารังแกผู้หญิง” เข้าช่วย  เธอกลับไปพูดที่ญี่ปุ่นว่าเพศไม่เกี่ยว เออ...ลูกน้องจะงงเอานะ  ยิ่งไม่ค่อยฉลาดกันอยู่ด้วย ทั้งนายทั้งบ่าว  อย่างนี้ต้องระมัดระวัง  เดี๋ยวคนเขาจะว่าเรากลับกลอก ไม่มีจุดยืนที่แน่ชัด

                หากเจอ‘ไอ้เหลิม’ซึ่งคนไทยเขาเรียกจิกหัวมันแบบนี้มานานแล้ว ก็เทศน์สอนบ้างว่าโยมเฉลิม อย่าไปเที่ยวยั่วยุให้คนเขาโกรธเกลียดกัน ส่วนหนังสือพิมพ์ 3 เล่มที่โยมบอกจะไม่ให้สัมภาษณ์นั้น ถามเขาด้วยว่าเขาอยากสัมภาษณ์โยมไหม (ฮา...)  โยมเป็นบุคคลสาธารณะ มีงานทำ มีเงินใช้ เพราะประชาชนเขาให้อำนาจ ใครมาถามไถ่ โยมก็พูดจาให้มันสุจริต สุภาพ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตีรวนกวนประสาทจะดีกว่าไหม

                เจอคนเสื้อแดง ท่านก็เทศน์สักหน่อยสิว่า ไปไล่ล่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านทำไม ลุแก่อำนาจ ป่าเถื่อน หยาบคาย ผิดกฎหมายและสร้างปัญหาเพิ่มทั้งสิ้น เจอตำรวจก็ถามหน่อย หมายเรียกชัย ราชวัตรออกมาแล้ว แถมมาขู่ซ้ำว่า ไม่มาเจอหมายจับ แต่เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญไปแจ้งความพร้อมหลักฐานว่า ใครข่มขู่ศาล ใครสั่งจับกุมตุลาการ ใครบุกรุกสถานที่ราชการ ฯลฯ มีหมายออกมาบ้างไหม?

                ถ้าพระพยอมมีศีลสมบูรณ์ มีสัจจวาจา มีความเที่ยงธรรมเสมอหน้า  ผมคิดว่า ข้อเสนอของท่านเป็นข้อเสนอที่ดีมาก สังคมควรฟังท่านบ้าง  แต่น่าแปลกใจ ทำไมสังคมกลับพูดว่า ท่านมีจุดยืนยังไง มากกว่าจะแปลความหมายของสิ่งที่ท่านเทศน์ ว่างดงามแค่ไหน

พระพยอมจึงเป็นทั้งคนแรกและคนสุดท้ายของเรื่องนี้ ที่ต้องทบทวนตัวเอง สาธุ!


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี