533.jpg
สว.ยื่นประกบ  ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.ยื่นประกบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จ่อยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มการทำประชาพิจารณ์-คำถามพ่วงประกบสภาล่าง ด้านเทวดาทักษิณระรื่นติดกำไล EM รายงานตัวพักโทษคุมประพฤติครั้งแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.ฯ ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ซึ่งมีประเด็นที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกของประเด็นที่แต่ละฝ่ายเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่ามีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันในวาระแรกคือ สามารถให้มีคูหาเพื่อเลือกสสร. ได้หรือไม่


“ผมและกมธ.พัฒนาการเมือง ต้องการหาคำตอบจึงทำหนังสือขอเข้าพบประธานศาลรัฐรรมนุญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือต่อ คำวินิจฉัยที่แถมมานั้น ครอบคลุมแค่ไหน ซึ่งเป็นความพยายามหาทางออกให้ ในช่วงที่ยังมีเวลาที่สังคมสามารถหาทางออกร่วมกัน หากตัดสินกันเอง ว่าไม่มีคูหาให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาน และหากจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจกระทบต่อความชอบธรรม” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

สว.พร้อมเสนอแก้รธน.

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตนมีแนวคิดที่จะเสนอร่าง เพราะมีมุมที่แตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน คือ อยากเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วงกลางน้ำ เพื่อให้ประชาชนสบายใจ หลังจากที่กังวลว่าจะถูกจำกัดการมีส่วนร่วมเรื่องคูหา หรือการันตีไม่ได้ ว่าอำนาจสว. จะมีอยู่รวมในเสียงข้างมากหรือไม่ ดังนั้นต้องออกแบบและสร้างการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีความหมาย คือ หากมีประเด็นใดที่แหลมคม หรือถูกเห็นต่างออกไป อยากให้ทำประชามติ หรือ บรรจุเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทำประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อหาฉันทามติ และไม่มีความขัดแย้งหลงเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างเนื้อหา ก่อนที่จะขอเสียงจาก สว. รวมถึง สส. ให้ได้ 140 รายชื่อ ถึงจะเพียงพอยื่นเสนอต่อรัฐสภาได้

เมื่อถามว่ากรณีการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านคูหาเลือก สสร. นั้นประเมินว่าอาจมีผู้ยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเพื่อความชัดเจนหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ แต่ทางรัฐสภาต้องคุยกัน ว่าหากไม่รีบมาก และต้องการความชัดเจนในกระบวนการ ควรชะชอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปก่อน ส่วนที่มองว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่เคยวินิจฉัยไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับนั้น ส่วนตัวมองว่าควรเปิดประตูทีละบาน ซึ่งภายใต้ กมธ.การพัฒนาการเมือง แม้บทบาทอาจทำได้ไม่มาก แต่จะทำเท่าที่ที่มีหน้าที่ เพื่อพยายามหาทางออก ซึ่งอาจลองดู ยื่นให้วินิจฉัยหากจะให้มีคูหาจริง

ทักษิณรายงานตัวครั้งที่ 1

เมื่อเวลา 14.09 น. ที่ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 e (เมอร์เซเดส-มายบัค) สีทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้พักโทษคุมประพฤติไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีแรก นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.69 แต่ได้มีการแจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อนายทักษิณมาถึง นายทักษิณสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้สื่อมวลชน โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตด้วยว่าที่บริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของนายทักษิณยังคงมีการสวมกำไล EM ดังเดิม และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดี ๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติได้เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯ

ขอบคุณเสื้อแดงมาต้อนรับ

ต่อมาเวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ ได้เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นนายทักษิณได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติสั้น ๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน โดยนายทักษิณได้ยิ้มและตอบว่า ตามประสาคนแก่ แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรกเป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณได้ตอบว่า วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ

ศาลยกฟ้อง’ธนาธร’ปมวัคซีน

ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การไลฟ์สดดังกล่าว เป็นการพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการบริหารจัดการวัคซีนรักษาโควิด ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นสถาบันฯตามฟ้อง ส่วนเรื่องการพาดพิงถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นข้อเท็จจริงตามที่นายธนาธรพูด และไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน เพราะหากบริหารผิดพลาดผู้เสียประโยชน์คือประชาชน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกั คอมพิวเตอร์ พิพากษายกฟ้อง

บันทึกความเข้าใจร่วมกัน

ขณะที่เวลา 11.35น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ

ถอนวาระตั้งหมอชั้น14นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top