วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ฉบับที่แล้ว “สกู๊ปแนวหน้า” พาเลียบค่ายไปตรวจ “ขุมกำลัง” ของ 2 ค่ายมือถืออย่าง JAS หรือบริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ในเครือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ TRUE หรือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่คว้าใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) “4G” คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์(MHz) และย่าน 900 MHz ไปครอง
ฉบับนี้มาต่อกันที่ 2 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ที่ “ตกขบวน” จนอาจกลายเป็นยักษ์หลับใน “สมรภูมิ” 4G ปี 2559 เริ่มที่...
‘เอไอเอส’...หลังพิงฝา
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ “เอไอเอส” ที่เป็นเบอร์ 1 บนเส้นทางธุรกิจโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน เที่ยวนี้พลาดปล่อยให้ไลเซ่นส์ 900 MHz หลุดมือไป แต่โชคดีที่ยังประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ได้ โดยปัจจุบัน “เอไอเอส” มีคลื่นความถี่ 2 ใบอนุญาต คือ 1.คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์(GHz) จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 15 ปี ถึงปี 2570 และ 2.ย่าน 1800 MHz จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 18 ปี ถึงปี 2574 ดังนั้น “เอไอเอส” จะต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพอเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้จะชนะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz แต่ยังไม่เท่าที่มีอยู่เดิม ทำให้ต้องรักษาส่วนแบ่งการถือครองคลื่น เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในทุกระดับ
ประเด็นสำคัญ คือ ลูกค้า 11 ล้านเลขหมาย จากระบบ 2G เดิม ที่จะไหลออกไป ทำให้เอไอเอสต้อง “ดิ้นสู้” ด้วยการจัดโปรโมชั่น “แจกเครื่อง 4G” แต่คง “สกัดกั้น” การไหลออกของลูกค้าได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเมื่อเกิด “ซิมดับ” ลูกค้าคง “หลุดมือ” ไปหมด อีกทั้ง “ต้นทุน” เพื่อรักษาฐานที่มั่นเดิมไว้ให้ได้ตกที่ราคา 1,500-2,000 บาท ต่อเลขหมาย ถือเป็นต้นทุนสูง ดังนั้น...
“เอไอเอส” จะทำอย่างไรเพื่อดึงลูกค้ากลุ่มเดิมไว้ ภายใต้การลงทุนค่อนข้างสูง ที่ยังไม่รู้แน่ว่า “คุ้ม” หรือไม่.???
อีกแนวทางหนึ่งของ เอไอเอส คือ การดิ้นหา “พันธมิตร” ทางธุรกิจ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “คลื่นความถี่” ที่มากพอ และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ “ทีโอที” ก็ยื่นมือเข้ามา “พยุง” เอไอเอสไว้...
แหล่งข่าวจาก “ทีโอที” บอกว่า ทีโอทีเลือกเอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจต่อไป แม้จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2558 โดยคาดว่าจะมีการทำธุรกิจร่วมกับเอไอเอสอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้น จากการที่ทีโอทีมีคลื่นความถี่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน สามารถนำมาเปิดให้เอกชนเช่าใช้ได้ โดยปัจจุบันทีโอทีมีคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ที่มีอายุสัญญาไปจนถึงปี 2568 มีทั้งหมด 64 MHz ซึ่งคลื่นดังกล่าวยังไม่หมดอายุสัญญา ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ “ไอซีที” อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะนำคลื่นดังกล่าวคืนกลับมาให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” เปิด “ประมูล” ในปี 2559
“ทีโอที และเอไอเอส ได้ลงนามในสัญญามีข้อตกลงเรื่องเสาสัญญาณและอุปกรณ์ คือ 1.เอไอเอส จะเป็น
ผู้เช่าอุปกรณ์และเสาสัญญาณคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz แบ่งเป็น เช่าโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 900 MHz จำนวน 15 MHz ระยะเวลา 10 ปี ชำระ 3,500 ล้านบาท และ 2.เช่าอุปกรณ์ 900 MHz และเสาสัญญาณ ปีละ 6,000 ล้านบาท ระยะเวลา 15 ปี ซึ่งในสัญญาระบุว่าหากทีโอที จะพัฒนาคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ทีโอทีจะต้องพิจารณา เอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายแรก” แหล่งข่าวจากทีโอที ระบุ
นี่อาจเป็นช่องทาง “รอด” ของ “เอไอเอส”.???
.jpg)
‘ดีแทค’...มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร.?
สุดท้าย...บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” ปัจจุบันมีคลื่นความถี่ 1 ใบอนุญาต คือ คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz จำนวน 15 MHz อายุ 15 ปี ถึงปี 2570 และคลื่นความถี่ที่อยู่ในสัมปทาน 2 ย่านความถี่ คือ 1.ย่าน 1800 MHz จำนวน 50 MHz มีสิทธิ์ได้ใช้จริง 25 MHz หมดสัมปทานปี 2561 และ 2.ย่าน 850 MHz จำนวน 10 MHz หมดสัมปทานปี 2561
ถือว่า “ดีแทค” เสี่ยงไม่น้อยต่อการหลุดวงโคจร!!!
เพราะแม้จะมีคลื่นความถี่อยู่มาก แต่มีอายุสัมปทานสั้นเหลือเพียง 3 ปี เมื่อประมูลคลื่นความถี่ไม่ได้แม้แต่ใบเดียว และในอนาคตถ้าไม่สามารถหาคลื่นความถี่มาทดแทนที่จะหมดอายุได้ “ดีแทค” จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการต้องออกจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับลูกค้าหลายสิบล้านเลขหมายที่ใช้อินเตอร์เนตความเร็วสูงผ่านมือถือ ที่นับวันแต่จะขยายตัว
‘ดีแทค’ จึงตกที่นั่งลำบาก!!!
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่จากยุค 3G สู่ยุค 4G ประกอบกับการประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยก้าวผ่านจุดที่สำคัญ พร้อมกับนำมาซึ่งความกังวลผู้ประกอบการว่าจะอยู่ “รอด” หรือไม่ เพราะต้องแบกรับการลงทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น
เป็นไปได้ว่าปี 2559 จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการปรับตัวครั้งสำคัญของ “ค่ายมือถือ” ที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่บริบทใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้ารายบุคคล อีกทั้งต้องสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ ภายใต้แนวโน้มกำไรต่อลูกค้าที่ลดลง
ท่ามกลางสภาวการณ์แข่งขันเช่นนี้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่(โอเปอเรเตอร์) ที่ได้เปรียบ จึงน่าจะเป็นโอเปอเรเตอร์
ที่มีคลื่นความถี่มากพอที่จะขนส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งมีความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการที่ครบถ้วนและหลากหลาย ซึ่งที่สุดแล้วผู้ที่ประโยชน์จากการพัฒนาของเหล่าโอเปอเรเตอร์ คงหนีไม่พ้นผู้ใช้บริการ
ในทางกลับกัน...“ค่ายมือถือ” ที่เดินไปไม่ถึงจุดนี้
น้ำฝน บำรุงศิลป์
SCOOP@NAEWNA.COM
น่าจะมีโอกาส “ร่วง” มากกว่า “รอด”!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี