“เมื่อก่อนผมสูบบุหรี่วันละซอง ตกวันหนึ่งก็ 65 บาท เดือนๆ ก็สองพัน ปีหนึ่งก็สองหมื่นกว่าบาท นี่ผมมาเข้าโครงการละเลิกบุหรี่เป็นปีที่ 2 ตอนนี้ผมมีเงินเก็บสองหมื่นแล้วนะ โครงการนี้ทำให้รู้พิษภัยของบุหรี่ บางคนไม่รู้ว่าบุหรี่มวนเท่านิ้วนางนี่มีสารพิษตั้ง 7,000 ชนิด แล้วที่ร้ายแรงคือมะเร็งปอด ให้มีเงินร้อยล้านพันล้านก็รักษาไม่หาย ตายอย่างเดียว ทุกวันนี้ภรรยาผมไม่บ่นแล้วว่าเหม็นบุหรี่ เพราะเราเลิกบุหรี่ได้”
เสียงสะท้อนของ อ๊อด สำเภาแก้ว ตัวแทนจากเครือข่ายแรงงานนอกระบบ บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวในงานแถลงข่าวของ 20 ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ณ อาคารคริสตจักรแห่งประเทศไทย เชิงสะพานหัวช้าง ราชเทวี กทม. เมื่อ 11 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ถึงการได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการปรับทัศนคติ “ลด-ละ-เลิกบุหรี่” ที่ได้รับการสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำให้เขา “บอกลา” การสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร และเข้าร่วมเป็นเครือข่ายให้ความรู้กับคนอื่นๆ
โดยเฉพาะ “ชาวรากหญ้า” ผู้มีรายได้น้อยตามชุมชนต่างๆ!!!
ทว่าวันนี้ อ๊อดและเพื่อนร่วมเครือข่าย ต้องหยุดเดินสายเป็นการชั่วคราว สืบเนื่องจากเมื่อหลายเดือนก่อน หัวเรือใหญ่อย่าง สสส. ถูกรัฐบาลสั่งให้ระงับการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการผ่านภาคีเครือข่ายทั้งหมด เนื่องจากมองว่าหลายโครงการไม่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง สสส.
“เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราไปรณรงค์ที่ชุมชนครุใน แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวก็พูดไปร้องไห้ไปตอนที่ผมพูดเรื่องพิษภัยของบุหรี่ ว่าคุณมาช้าไป ผัวฉันตายเพราะบุหรี่ หรือชุมชนไทยเกรียง เราไปรณรงค์ คนพันคนเลิกได้ร้อยคน คือร้อยละ 10 ผมถือว่าประสบความสำเร็จ เรามีเครื่องมือวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเขาให้เขาเห็นเลยพอเขาเห็นพิษภัยเขาก็ละ บางคนก็เลิกเลย
ไม่มีเครือข่ายไหน ไม่มีรัฐบาลไหนที่เข้าถึงประชาชนในเรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่ มีแต่เครือข่ายภาคประชาชนนี่แหละที่เข้าไปถามว่าสูบวันละกี่มวน? สูบมาแล้วกี่ปี? สูบแล้วมีอาการเป็นยังไง? ผมอยากจะให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าใจด้วยว่า ไม่มีองค์กรไหนเลยเข้าไปถามว่าสูบบุหรี่แล้วสิ้นเปลืองเงินเท่าไร ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาทำ แล้วโครงการกำลังไปได้สวย อย่างชุมชนครุใน 500 คน เราตั้งเป้าเลิกให้ได้ 50 คน แต่ก็มาโดนชะลอ” อ๊อด ระบุ
ไม่เพียงแต่กรณีของอ๊อดและเครือข่ายลด ละ เลิกบุหรี่เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายภาคีเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่พวกเขาเรียกว่า “แช่แข็ง สสส.” ดังกรณีของ ธนากร คมกฤต ตัวแทนจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จทั้งการจัดตั้งเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังสื่อ และเครือข่ายครอบครัวหยุดพนัน แต่ขณะนี้ความต่อเนื่องของโครงการต้องหยุดชะงักลง พร้อมกับการ “เลิกจ้าง” ทีมงานบางส่วนไปด้วย
“โครงการที่เราได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. ถูกระงับมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว หรือ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารมูลนิธิต้องตัดสินใจเลิกจ้างทีมงานจากทั้งหมด 14-15 คนภายในสิ้นเดือนนี้ เราจะรักษาคนไว้แค่ 5 คน โดยทั้ง 5 คนจะรับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำสุดเท่าที่องค์กรจะพอตอบสนองให้ได้” ธนากร กล่าว
เช่นเดียวกับ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง ที่ระบุว่า วิกฤติแช่แข็ง สสส. ทำให้ผู้ทำงานภาคประชาชน “เสียขวัญ กำลังใจ” เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ จนต้องเลิกจ้าง “ล่ามประจำโรงพยาบาล” สำหรับเป็นคนกลางสื่อสารระหว่างคนกลุ่มชาติพันธุ์กับบุคลากรทางการแพทย์
“สถานการณ์ตรงนี้มีผลทำให้เราต้องยกเลิกการจ้างอาสาสมัครล่ามในโรงพยาบาลทั้งหมด ซึ่งคนพวกนี้ก็ได้ไม่เยอะหรอก วันละร้อยสองร้อยแค่นั้น เราเพิ่งให้เขาหยุดทำงานเมื่อ 31 ธันวาฯที่ผ่านมา เพราะไม่มีงบประมาณมาจ่าย แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อขาดล่าม ก็จะไม่มีคนทำหน้าที่สื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้” วิวัฒน์ ระบุ
ด้าน มนัส โกศล ประธานสภาองค์กรลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมอีกว่า สสส. เป็นองค์กรที่นำภาษีบาปจากเครื่องดื่มมึนเมาและยาสูบไปยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านภาคีเครือข่าย เช่น เครือข่ายแรงงานทั้งในและนอกระบบ ซึ่งการแช่แข็งงบประมาณของ สสส. โดยรัฐบาล จะทำให้สิทธิเหล่านี้หายไป และกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก
“ผมเชื่อว่าคนที่ได้งบประมาณ สสส. ไป คงไม่ได้ดีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าโครงการไหนทุจริต ไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ก็ตรวจสอบเป็นรายโครงการไป ไม่ใช่ว่าเหมารวมทั้งหมดทุกโครงการ ทำให้ประชาชนเสียโอกาส เสียประโยชน์” ผู้แทนเครือข่ายแรงงานรายนี้ ฝากทิ้งท้าย
คำถามที่ว่าอะไรเข้าข่าย “สุขภาวะ” ที่ สสส. ควรสนับสนุน อาจตีความได้หลายมุมมอง หลายคนอาจจะมองว่าเกี่ยวกับเรื่องหยูกยาและการแพทย์เท่านั้น แต่อีกหลายคนอาจจะมองไปถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในทุกๆ อิริยาบถ ดังกรณีโครงการ “สวดมนต์ข้ามปี” ที่เคยถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับสุขภาวะ? ซึ่งในครั้งนั้น นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ตอบประเด็นดังกล่าวผ่านการปาฐกถา ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 8 เมื่อ 23 ธ.ค. 2558 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ความตอนหนึ่งว่า..
“ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเขาเข้ามาดูระบบสุขภาพ พอเข้ามาดูแล้วไม่เข้าใจว่าสวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาวะอย่างไร เพราะเขามองจากวิสัยอำนาจไม่ได้มองจากวิสัยการเรียนรู้ ทั้งๆ ที่การสร้างสุขภาวะคือการสร้างความถูกต้องให้แก่แผ่นดินและมหาชนชาวสยาม ซึ่งการเมืองทำไม่ได้เพราะการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน”
นพ.ประเวศกล่าว และอธิบายด้วยว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องยาหรือแพทย์ แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งจากชุมชน เปรียบเทียบกับการสร้างเจดีย์ที่ต้องสร้างจากรากฐานไม่ใช่สร้างจากยอด ทว่าที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นการแก้ไขในส่วนยอด และลงท้ายคือไม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับการรวมตัวของ 20 องค์กรเครือข่ายสุขภาพ ซึ่งนอกจากข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติมาตรการแช่แข็งงบประมาณของ สสส. แล้ว ยังเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ปี พร้อมค่าปรับ 5-6 เท่ากับองค์กรที่ร่วมทำงานกับ สสส. เพราะไม่ใช่เป็นผู้รับจ้างทำของ เนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุด เคยตีความไว้เมื่อ 24 ธ.ค. 2547 ว่าเป็นการดำเนินการแทน ผลงานที่ได้ก็เป็นของ สสส. และหากงบเหลือก็ต้องส่งคืน สสส. อีกด้วย
คงต้องติดตามต่อไปว่า 15 ม.ค. 2559 วันประชุมบอร์ด สสส. สุดท้ายแล้วจะมีบทสรุปเรื่องนี้อย่างไร!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี