Logo วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
‘แรงงานข้ามชาติ-ค้ามนุษย์’ บทพิสูจน์ภาครัฐไทยในเวทีโลก

‘แรงงานข้ามชาติ-ค้ามนุษย์’ บทพิสูจน์ภาครัฐไทยในเวทีโลก

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

เรื่องของการ “อพยพย้ายถิ่นฐาน” ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพเข้าไปเพื่อทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่ หรืออพยพหนีความทุกข์ยากจากบ้านเกิดเมืองนอน เช่น ภัยสงครามหรือความอดอยาก เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา อพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทย เพราะมองว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นดีกว่า

ทว่าเมื่อมีการอพยพเช่นนี้ ปัญหาหนึ่งที่ตามมาด้วยคือ “แรงงานทาส-ค้ามนุษย์” มีการจ่ายค่านายหน้านำพาคนข้ามชายแดนเข้ามา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางรายรู้เห็น และเมื่อเข้ามาแล้วแรงงานบางคนก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ถูกใช้แรงงานอย่างหนักเกินมาตรฐานของกฎหมายแรงงาน หรือถูกกดค่าแรง เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมาก เพราะคู่ค้าที่เป็นประเทศทางตะวันตกไม่นิยมซื้อสินค้าจากประเทศที่มีปัญหานี้


ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2558 นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวในงานแถลงข่าวการนำเสนอสถานการณ์ และรายงานประจำปีว่าด้วยผู้อพยพย้ายถิ่น ณ ห้องประชุมใหญ่บ้านเซเวียร์ ถ.ราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ว่าประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่พยายามแก้ไขปัญหา (Tier 3)

ส่วนสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการตักเตือนไทยเรื่องการแก้ปัญหาการทำประมงแบบผิดกฎหมายและไร้การควบคุม มีการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ การใช้แรงงานเยี่ยงทาส และแม้รัฐบาลไทยจะพยายามออกมาตรการหลายๆ 
อย่างมาแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ผลนัก ยังคงพบแรงงานไทยและต่างชาติถูกหลอกไปทำงานในเรือประมง และถูกควบคุมตัวในอินโดนีเซียจนขณะนี้

“การทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาในกิจการประมงทะเลในช่วงปี 2558 จะเป็นทิศทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์ในกิจการประมงทะเลได้แค่ไหน? คุ้มกับทรัพยากรที่เสียไปเพื่อให้ผ่านพ้นการถูกจับตามอง ทั้งในเรื่องค้ามนุษย์และเรื่องการแก้ปัญหาประมงที่ผิดกฎหมายหรือไม่?” นายอดิศร กล่าว

ขณะที่ น.ส.ณัฐริกาญจน์ ทองสมบูรณ์ ผู้ประสานงานองค์กร Save the Children กล่าวเสริมถึงกรณีบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ ยังมีปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิด้านการศึกษา แม้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายให้เด็กทุกคนในไทยไม่ว่าจะสัญชาติใดเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตาม ซึ่งผลสำรวจล่าสุดในปี 2558 เกี่ยวกับเด็กไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาถึงร้อยละ 46 ซึ่งถือว่าสูงมาก และยังพบจำนวนเด็กข้ามชาติศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น ระดับมัธยมศึกษานั้นอยู่ค่อนข้างน้อย

“ปัญหาสำคัญมาจากบางโรงเรียนของรัฐไม่รับเด็ก
เข้าเรียน อ้างว่าต้องขอเอกสารหลักฐานจากนักเรียนเพิ่ม เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการขอรับเงินอุดหนุนรายหัว และกังวลเรื่องผลสอบการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (สอบ NT) ขณะที่โรงเรียนเอกชน แม้จะเปิดรับเด็กเข้าเรียน แต่มีข้อกังวลในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการไม่มีหลักฐานแสดงตน รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงผู้ปกครองรับไม่ไหว”

น.ส.ณัฐริกาญจน์ระบุ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ เช่น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเขตพื้นที่อำเภอ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้รับเงินอุดหนุนรายหัว โดยใช้การจัดทำข้อมูลพื้นฐานของเด็กต่างด้าว แล้วส่งข้อมูลให้กับฝ่ายความมั่นคงของที่ว่าการอำเภอ เพื่อจัดทำประวัติและเลข 13 หลัก (บัตรประจำตัวเลข 0)

จากนั้นทางโรงเรียนเอกชนจะรายงานข้อมูลเด็กต่างด้าวที่ได้รับเลข 13 หลัก ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินรายหัว ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ในระยะยาว น.ส.ณัฐริกาญจน์ เสนอแนะว่า ควรยกเลิกคุณสมบัติของนักเรียนที่ระบุไว้ตามข้อ 6(3) ค. ว่า “เป็นนักเรียนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย” ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัว พ.ศ. 2558 เพื่อให้สามารถจัดสรรงบรายหัวให้แก่นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่จริงในโรงเรียน

นอกจากปัญหาเก่าอย่างแรงงานข้ามชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชาแล้ว ไม่กี่ปีมานี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาใหม่ คือการอพยพเข้าเมืองของชาว โรฮีนจา ซึ่งหนีความรุนแรงจากเมียนมา และต้องการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ความต้องการอพยพนี้ทำให้ธุรกิจค้ามนุษย์เฟื่องฟูจนยากที่จะปราบปราม ถึงขนาดที่นายตำรวจใหญ่ระดับ
ชั้นยศนายพลรายหนึ่งยังต้องขอลี้ภัยไปต่างแดน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายตำรวจท่านนี้ไปพบว่าขบวนการนำพาชาวโรฮีนจานั้นพัวพันกับผู้มีอิทธิพลมากมาย และเกรงว่าชีวิตของตนอาจไม่ปลอดภัย

นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยยังมีปัญหา เช่น ความล้มเหลวในการคัดแยกผู้เสียหาย 
ที่ไม่ได้สัมภาษณ์หรือเก็บหลักฐานผู้เสียหายอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดผลกระทบต่อการพิจารณาดำเนินคดี เพราะไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการเครือข่ายค้ามนุษย์ได้ อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญกับล่าม และไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย ทำให้ไม่มีพยานในการดำเนินคดีจนถึงที่สุด

“กรณีการขอลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.ปวีณ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่มีต่อชุดสืบสวนกว่า 6 เดือนผ่านมา ที่ไม่ได้มาจากขบวนการค้ามนุษย์เท่านั้น

แม้ว่า พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาจะถูกจับกุมพร้อมกับพวกอีกเกือบร้อยคนแล้ว แต่สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลไทยยังคงส่งเสริมให้ขบวนการค้ามนุษย์สามารถกลับเติบโตได้อีกครั้ง ในวันที่สังคมไทยไม่ได้สนใจ ติดตามตรวจสอบมากเพียงพอ” นายศิววงศ์ ฝากทิ้งท้าย

ต้องยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของไทยมาก เพราะหลายอาชีพนั้นคนไทยแทบจะไม่ทำแล้ว ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐของไทยต้องมีมาตรการดูแลแรงงานเหล่านี้ ที่ไม่ใช่แค่มิติด้านความมั่นคงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะหากไม่สามารถทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยแก้ไขปัญหาแรงงานทาสรวมถึงการค้ามนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและประมงของไทย

ซึ่งขณะนี้ต้อง “ลุ้น” ว่าสหภาพยุโรปจะพิจารณาประเทศไทยอย่างไร หลังจากได้เคยให้ “ใบเหลือง” หรือการเตือนมาแล้วหนหนึ่ง และมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ จะเรียกความ “เชื่อมั่น” ว่าไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ในสายตาของนานาประเทศได้แค่ไหน?

อีกไม่นานคงได้รู้กัน!!!

อารีรัตน์ คุมสุข

SCOOP@NAEWNA.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ในหลวง ร.10 พระราชทานเครื่องราช ครูศศิพัชร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

จับกุมลูกชายผู้ก่อตั้ง Mango หลังพบพิรุธคดีพ่อตกหน้าผาดับ

บอสณวัฒน์ ตั้ง ทราย สก๊อต นั่งแท่นกรรมการ MGI All Stars

ตัวแม่แซ่บไม่พัก! ใบเตย อาร์สยาม โพสต์ลุคบิกินีอวดผิวออร่าท้าแดด

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved