Logo วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
‘อิสลาม’ กับความรุนแรง ‘คำสอน’ หรือ ‘สิ่งแวดล้อม’

‘อิสลาม’ กับความรุนแรง ‘คำสอน’ หรือ ‘สิ่งแวดล้อม’

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
Tag :
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส  หญ้าปรัง

เรื่องของการ “มองอิสลามในแง่ลบ” (Islamophobia) กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน โดยเฉพาะความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ (Social Media) ทั้งในระดับนานาชาติและในสังคมไทย ที่มองว่าศาสนาอิสลามเป็น “ศาสนาแห่งความรุนแรง” สืบเนื่องจากเหตุวินาศกรรมไม่ว่าใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย หรือในประเทศอื่นๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ไอซิส-ไอเอส” (ISIS-IS) ผู้ก่อเหตุและแนวร่วมมักอ้างว่าทำในนามศาสนาอยู่เสมอ

คำถามที่เกิดขึ้น..ศาสนาอิสลามเป็นอย่างที่เขาว่าจริงหรือ?


“สมัยก่อนแต่ละเผ่าเขามีพระเจ้าของเขาเอง แถมแต่ละเผ่ายังบอกอีกว่าพระเจ้าของผมใหญ่กว่าพระเจ้าของคุณ ก็ถกเถียงกันแล้วก็สู้รบกัน แล้วเขามีการภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า แต่อิสลามเข้ามาบอกว่าทั้งคุณและผมเรามีพระเจ้าองค์เดียวกัน และไม่ควรภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า เพราะถ้าภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า แต่ละเผ่าก็จะภักดีต่างกัน แล้วก็จะรบกันได้ อิสลามจึงเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าที่มีมาก่อนหน้ามันยุติลง”

“อาจารย์อิลยาส” ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะชาวมุสลิมผู้หนึ่ง บอกเล่าผ่าน “สกู๊ปหน้า 5” ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ตั้งแต่โบราณกาล ดินแดนทะเลทรายแห่งนี้แม้ด้านหนึ่งจะเป็นเส้นทางค้าขายที่สำคัญ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา แต่อีกด้านก็เต็มไปด้วยการทำสงครามระหว่างชนเผ่าต่างๆ เช่นกัน

ซึ่งแต่ละชนเผ่าล้วนมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ของตนเอง และต่างก็กล่าวว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตน “สูงส่ง” กว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าอื่นๆ เมื่อบวกกับค่านิยมที่“หัวหน้าเผ่าเป็นใหญ่” หัวหน้าเผ่าว่าอย่างไรลูกเผ่าก็ว่าตามนั้น การรบพุ่งของชนเผ่าในพื้นที่ตะวันออกกลางจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา กระทั่ง “นบีมูฮัมหมัด”เริ่มเผยแผ่ศาสนาอิสลามในดินแดนแถบนี้ ปัญหาการรบพุ่งดังกล่าวจึงค่อยๆ เบาลง

ทว่าเมื่อโลกเข้าสู่ความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ไฟแห่งความรุนแรงก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง อาจารย์อิลยาส กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกกลางหลายประเทศปกครองแบบ “รวมศูนย์อำนาจ” หากไม่เป็นแบบ “ราชาธิปไตย” ก็จะเป็น “เผด็จการทหาร” ซึ่งระบอบเหล่านี้ “ไม่ยอมให้มีผู้เห็นต่าง” ผู้ใดที่คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของผู้ปกครองจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ทำให้บรรดาผู้ต่อต้านที่รับไม่ได้กับความโหดร้ายดังกล่าว จัดตั้งเป็น ขบวนการใต้ดิน ใช้แนวทางรุนแรง “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” เพื่อหวังโค่นล้มผู้ปกครอง เพราะเป็นทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจได้ และวิธีการหาแนวร่วมที่ได้ผลที่สุด คือการอ้าง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (จิฮัด-Jihad) ในนามศาสนาอิสลาม แม้ว่าจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นการ “อ้างอย่างไม่ถูกต้อง” เลยก็ตาม

“ผู้ปกครองเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจ ผู้ที่เห็นต่างก็ถูกปราบ พอถูกปราบก็หนีลงไปสู้ใต้ดิน ก็เกิดพวกแนวคิดสุดโต่งขึ้นมา แล้วคนเหล่านี้ก็ทำการต่อสู้กลับ แล้วอิสลามก็มีคำสอนในอัลกุรอาน ว่าถ้าคุณถูกกดขี่ข่มเหงคุณต้องลุกขึ้นสู้ เขาถือว่าการกดขี่ข่มเหงเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่าเสียอีก การต่อสู้จึงเป็นหน้าที่ ผู้ที่สู้แล้วตายจะได้ไปสวรรค์ แต่ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นสู้เขาจะลงนรก แต่จริงๆ แล้วหลักในการต่อสู้ของอิสลามตามอัลกุรอาน จะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณถูกขับไล่หรือกดขี่จากผู้ปกครองเพียงเพราะคุณเป็นมุสลิมเท่านั้น

ส่วนถ้าจะโค่นล้มเผด็จการ คุณจะอ้างอะไรก็อ้างไปแต่อย่าอ้างศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่ผิด คือกระแสหลักของ
ผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม เขาวินิจฉัยแล้วว่ามันไม่ควร มันทำไม่ได้ เพราะเมื่อทำสงครามแล้วยืดเยื้อสังคมย่อมเสียหาย ดังนั้นถ้าคุณจะสู้เพราะเรื่องอื่นๆ คุณก็ต้องไปอ้างอย่างอื่น” อาจารย์อิลยาส ระบุ

ส่วนประเทศไทยมีโอกาสที่จะเกิด “ความขัดแย้งทางศาสนา” บ้างหรือไม่? นักวิชาการรายนี้ มองว่า “เป็นไปได้ยาก” เพราะไทยนั้นไม่ได้รบราฆ่าฟันกันหรือกดขี่กันมากเหมือนตะวันออกกลาง การตีความศาสนาของมุสลิมไทยจึงไม่เต็มไปด้วยความรุนแรง ขณะที่พุทธศาสนาที่เป็นศาสนาของคนไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากนัก จึงทำให้ศาสนิกชนต่างๆ ในไทย อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา (พม่า) ที่พระสงฆ์เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเปิดเผย จึงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมอยู่เป็นระยะๆ

“การตีความศาสนาเกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบตัวผู้ตีความ คุณจะเห็นว่าในกรุงเทพฯ ในพังงา ในภูเก็ต ในกระบี่ ก็เต็มไปด้วยมัสยิด มุสลิมก็อยู่กันดี เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีระเบิด ไม่มีการต่อสู้ การตีความศาสนาจะค่อนข้างยืดหยุ่น มีแนวทางสันติ มีความเป็นพหุนิยม เขาคงไม่คิดว่าคนที่ต่างจากเขาเขาจะต้องฆ่า เพราะการคิดแบบนั้นมันเป็นการตีความในสภาวะสงคราม ที่ถ้าคุณไม่ฆ่าเขาเขาก็จะฆ่าคุณ

ส่วนพุทธของไทยก็เป็นพุทธสายกลาง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการตีกันระหว่างศาสนามันไม่ง่าย ดูอย่างการให้นำพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งพยายามทำกันมาทุกรัฐธรรมนูญ พุทธกระแสหลักก็ไม่ได้เห็นด้วย มีเพียงพุทธกระแสรองที่เห็นด้วย ไม่เหมือนพุทธในพม่าที่อิงกับการเมือง อิงกับความเป็นชาติ ในพม่าเราจะเห็นว่าพอมีการประท้วง คนที่อยู่ข้างหน้าเลยคือพระ” อาจารย์อิลยาส ให้ความเห็น

แต่ถึงแม้จะเป็นไปได้ยาก ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรน่าห่วง อาจารย์อิลยาส แสดงความกังวลถึงบรรดาผู้ที่ไปศึกษาในประเทศแถบตะวันออกกลาง แล้วไปรับเอาแนวคิดสุดโต่งจากตะวันออกกลางมาเผยแพร่กับชาวมุสลิมในไทย จุดนี้หน่วยงานภาครัฐของไทยรวมถึงชาวมุสลิมไทยต้องเข้ามาช่วยกันดูแล ไม่ให้ลุกลามจนเกิดความรุนแรงขึ้น

“ในตะวันออกกลางมันเป็นพื้นที่สุดโต่ง อันนี้เข้าใจได้ แต่ในสังคมเราต้องมีกลไกมาทำให้คนเหล่านี้เป็นกลาง เช่น ก่อนที่คุณจะมาสอนในโรงเรียนสอนศาสนา คุณต้องผ่านการทดสอบ ผ่านการอบรม มีประกาศนียบัตรอนุญาต มีการต่ออายุใบอนุญาตเป็นระยะๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ คือต้องคิดกลไกขึ้นมาเพื่อทำให้คนกลุ่มนี้เป็นกลาง นี่เป็นประเด็นที่สังคมมุสลิมจะต้องนำมาพิจารณา” นักวิชาการและชาวมุสลิมรายนี้ ฝากทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้คงพอจะได้ข้อสรุปอยู่บ้างแล้วว่า “ศาสนาอิสลามไม่ได้น่ากลัว” อย่างที่หลายคนคิด แต่ปัญหาคือสภาพแวดล้อมบางอย่างเอื้อต่อการตีความคำสอนไปในเชิงรุนแรงสุดโต่ง เช่นในตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะ “ผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์” ควรรู้เท่าทัน “มีสติ” ไม่จุดกระแสซ้ำเติมให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย

เพื่อรักษา “สันติภาพของศาสนิกชน” อันเป็น “อัตลักษณ์ของชาติไทย” ที่ทั่วโลกชื่นชม..ให้คงอยู่สืบไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ในหลวง ร.10 พระราชทานเครื่องราช ครูศศิพัชร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

จับกุมลูกชายผู้ก่อตั้ง Mango หลังพบพิรุธคดีพ่อตกหน้าผาดับ

บอสณวัฒน์ ตั้ง ทราย สก๊อต นั่งแท่นกรรมการ MGI All Stars

ตัวแม่แซ่บไม่พัก! ใบเตย อาร์สยาม โพสต์ลุคบิกินีอวดผิวออร่าท้าแดด

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved