วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
ซ้าย : คำชี้แจงจากหญิงสาวที่ถ่ายภาพเซลฟี่ในงานศพ “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์”
ขวา : หลังคาที่กระเบื้องแตก ทำให้วัยรุ่นที่ขึ้นไปถ่ายภาพเซลฟี่ตกลงมาบาดเจ็บสาหัส
กลายเป็น “ค่านิยมแห่งยุคสมัย” ไปแล้วกับ “เซลฟี่” (Selfie) หรือการถ่ายรูปตนเองไม่ว่าจะไปที่ไหน-อยู่ในเหตุการณ์ใด สิ่งที่เห็นได้ชินตาคือ 1.หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องด้านหน้า 2.นำใบหน้าของตนไปประชิดติดกับจุดเด่นของเหตุการณ์หรือสถานที่นั้นๆ แล้วกดชัตเตอร์ และ 3.โพสต์ขึ้นพื้นที่ออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค อย่างรวดเร็ว
แล้วรอลุ้นว่า..จะมีคน ไลค์ (Like) แชร์ (Share) หรือมีคนมาสรรเสริญเยินยอมากน้อยแค่ไหน!!!
ทว่าบ่อยครั้งที่พฤติกรรมการเซลฟี่ทำกันอย่างไม่เหมาะสม หมิ่นเหม่ทั้งกฎหมายบ้าง ศีลธรรมบ้าง หรือไม่ถูกกาลเทศะบ้าง อย่างไม่นานนี้กับกรณีงานศพของพระเอกดัง “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ที่หญิงสาวรายหนึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการไปถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับภรรยาและลูกสาวของดารารายนี้ซึ่งยังอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ แม้หญิงสาวรายนี้จะยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายหลังพิธีสวดศพเสร็จสิ้นอีกทั้งได้ขออนุญาตเพื่อถ่ายรูปแล้วก็ตาม
หรือในหลายกรณี พฤติกรรมเซลฟี่ได้นำไปสู่ “อุบัติเหตุ”มีการบาดเจ็บล้มตาย เช่นที่สหรัฐอเมริกา หญิงสาวรายหนึ่งขับรถเก๋งไปชนกับรถบรรทุกที่แล่นสวนมา ส่งผลให้เธอเสียชีวิตคาที่ จากการสืบสวนพบว่าก่อนเกิดเหตุเธอหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟี่ ทำให้หักหลบรถที่แล่นสวนมาไม่ทัน, ที่อินเดีย ชายหนุ่ม 3 คน ไปยืนบนรางรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปเซลฟี่โดยให้ขบวนรถไฟเป็นฉากหลัง ทำให้ถูกรถไฟที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงชนจนเสียชีวิต หรือล่าสุดที่บ้านเราใน จ.ชลบุรี วัยรุ่นรายหนึ่งลอบปีนขึ้นไปเซลฟี่บนหลังคาห้าง ก่อนพลัดตกลงมากระแทกพื้นบาดเจ็บสาหัส
มุมมองด้านจิตวิทยา ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรมที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงปรากฏการณ์เซลฟี่ที่นับวันจะแปลกและพิสดารว่า เป็นเพราะยุคสมัยนี้“คนเหงากันมากขึ้น” จากกิจกรรมประจำวันที่ “ซ้ำซากจำเจ”แต่ละคนจึงต้องแสวงหาอะไรบางอย่างที่มัน “แปลกและแตกต่าง” จากคนอื่นออกไป และเพราะภาวะสังคมเหงานี่เอง ผู้คนจึงมองว่า “ความสุขคือความสนุก”ต้องมีสีสันฉูดฉาด มีเสียงดังอึกทึก มีเรื่องราวตื่นเต้นโลดโผน
ซึ่งไปกันได้ดีกับสื่อออนไลน์..ที่กระตุ้นอัตตา “ตัวฉัน-ของฉัน” ปลุกเร้าจนเสพติด “คำชม-เสียงเชียร์”!!!
“ทุกวันนี้สังคมมันซึมเศร้าเพราะต้องทำงานจำเจซ้ำๆ คนก็เลยต้องการทำอะไรแปลกๆ เสี่ยงๆ ก็เหมือนคนเล่นการพนัน ทั้งที่รู้ว่าโอกาสชนะมีน้อยแต่ก็ยังเล่นเพราะแก้ซึมเศร้าดีกว่าอยู่เฉยๆ เซลฟี่ก็เหมือนกัน คนอยู่คนเดียวมันเหงาก็อยากโชว์ ก็ไปอยู่ริมหน้าผา อยู่บนรางรถไฟ มันแย่ตรงที่สังคมไปกระตุ้นให้คิดว่าความสุขคือความสนุก มีเยอะที่ถ่ายออกมา เสพยาเสพติดบ้าง ซิ่งมอเตอร์ไซค์บ้าง ภาพเกี่ยวกับเซ็กส์บ้าง แล้วเอามาลงในเฟซบุ๊ค เอามาโชว์กัน
ตรงนี้เป็นสัญลักษณ์ของสังคมเหงาเพราะเขาไม่มีตัวตนทุกวันนี้ทุกคนต้องการเป็นคนเด่นคนดัง ก็เลยหลงผิดกันเต็มไปหมด บางส่วนก็มาหลอกว่าเก่งอย่างโน้นเท่อย่างนี้ พอยิ่งกดไลค์มากเท่าไรก็ยิ่งทำหนักขึ้นไปใหญ่ ที่สังคมมันเพี้ยนเพราะเราไปคิดว่าความสุขคือความสนุก อย่างคนขี่มอเตอร์ไซค์ ทั้งบิ๊กไบค์และเด็กแว้น ขี่ไปก็ยังถ่ายรูปตัวเองไปแล้วคิดว่าเท่ สังคมมันเพี้ยนไปหมดเพราะไม่รู้ว่าความสุขคือความสงบ”
ดร.วัลลภ กล่าว และย้ำว่า 2 หน่วยงานภาครัฐด้านสังคมอย่าง “กระทรวงวัฒนธรรม-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ต้องทำงานเชิงรุกด้านการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เห็นการขับเคลื่อนงานดังกล่าวเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับกระแส “บริโภคนิยม” ที่ภาคธุรกิจต่างๆ ลงทุนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์กระตุ้นความอยากได้อยากมี หวังให้ซื้อสินค้าและบริการของตน
ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC)กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์เซลฟี่ที่เห็นได้ทั่วไปขณะนี้ มาจากความต้องการแสดงตัวตนเพื่อเรียกร้องให้ผู้อื่นสนใจผ่านการกดไลค์กดแชร์ ก่อเกิดเป็นการโพสต์ภาพตนเองในอิริยาบถแปลกๆ ทำให้หลายครั้งละเลยไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงเรื่องของกาลเทศะ
อย่างไรก็ตาม..นักวิชาการด้านสื่อรายนี้ ก็ยังเชื่อว่าในอนาคตทุกอย่างน่าจะเข้าที่เข้าทาง เพราะที่ผ่านมาคนในสังคมเองก็มีการว่ากล่าวตักเตือนกันโดยตลอด หากพบว่าใครมีพฤติกรรมเซลฟี่แบบไม่เหมาะสม แต่ในขณะนี้เป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่สังคมจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ส่วนการจะไปห้ามไม่ให้ทำเลยคงทำได้ลำบาก จึงฝากถึงผู้นิยมเซลฟี่ทั้งหลาย ให้ยึดหลัก 3 ประการ ที่ว่า..
“ปลอดภัย-ถูกกาลเทศะ-ไม่ละเมิด”!!!
“เรื่องเซลฟี่ถ้าจะไปห้ามก็คงทำไม่ได้ ก็อยากจะให้คำนึง เรื่องแรกคือความปลอดภัย ทั้งตัวคนถ่ายภาพเองและคนรอบข้าง เช่น ไม่ไปเซลฟี่กลางถนน หรือขณะขับรถ หรือในจุดที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวเองและคนอื่นได้ สองคือเรื่องของกาลเทศะ ดูความเหมาะสมในสถานที่ เคารพสถานที่ บางที่ที่เขาต้องการความสงบ เช่นในวัด หรือสถานที่ที่มีเรื่องของศรัทธาเข้ามาเกี่ยวก็ต้องพึงระวังด้วย และสามคือไม่ไปละเมิด เช่น ไม่ไปถ่ายภาพในพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น อย่างการบุกเข้าไปถ่ายในบ้านร้างตึกร้าง” อาจารย์มานะ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี