วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
“ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์”...
ถือเป็น “ปูชนียบุคคล” ของประวัติศาสตร์ไทย “ลูกจีน” ผู้นี้ ยึดมั่นใน “คำสอนของแม่” ที่ว่าเกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย ต้องเป็นไทย ต้องจงรักภักดีต่อไทย ทำให้“สามัญชน” คนธรรมดาอย่าง “อาจารย์ป๋วย” กลายเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการ “เสรีไทย”
“อาจารย์ป๋วย” ยังเป็น “ต้นแบบ” ในฐานะข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา กล้าทักท้วงรัฐบาลใน“ยุคเผด็จการ” หรือจะเป็นด้านเศรษฐกิจก็ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็น “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” ที่เป็น “ไอดอล” ของคนในแวดวงการเงินการธนาคาร อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจาก สเตฟาน คอลินยองส์นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมันว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และปี 2558 ได้รับการยกย่องจาก“องค์กรยูเนสโก” ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ด้วยความซื่อสัตย์ และยืนหยัดใน “อุดมการณ์” ทำให้ผู้คนระลึกถึง และหยิบยกเรื่องราว แนวคิดของ “อาจารย์ป๋วย”มาเป็นกรณีศึกษาในหลายแง่มุม...วันเสาร์ที่6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “กองทุนทำบุญวันเกิด” แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนา “คิดต่างอย่างสร้างสรรค์มุ่งมั่นสันติประชาธรรม” ในโอกาส “100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย” เพื่อถ่ายทอดความคิดเชิงสร้างสรรค์ของสามัญชนคนต้นแบบผู้นี้
“รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สะท้อนมุมมองของ “อาจารย์ป๋วย” ผ่านเวทีเสวนาว่า แนวคิดของอาจารย์ป๋วยต่างจากบุคคลอื่นๆ 3 เรื่อง คือ 1.“การพัฒนาชนบท” โดยช่วงที่ประเทศไทยเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504 อาจารย์ป๋วย
มีส่วนร่วมขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ ช่วยให้ประเทศเกิดความ “มั่งคั่ง” ผ่านแนวคิดที่ว่าประเทศไทยขณะนั้น มุ่งแต่เรื่องภาคอุตสาหกรรม จนมองข้าม “ภาคชนบท” และสิ่งที่เป็นนัยสำคัญของการพัฒนาชนบท คือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นคนแรกๆที่เตือนให้นึกถึงเรื่องนี้
“อาจารย์ป๋วยเตือนว่าคนรวยถูกสาป ทำให้มองไม่เห็นคนตัวเล็กๆ คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ นี่จึงเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย”
2.“ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่อาจารย์ป๋วยกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งอาจารย์ป๋วย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ลาไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้เขียน “จดหมายประวัติศาสตร์” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง คือ จดหมายของ “นายเข้ม เย็นยิ่ง” เรียนนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ เรียกร้องให้ “จอมพลถนอม กิตติขจร” เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว หลังทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514
ในจดหมายฉบับนั้น อาจารย์ป๋วยหรือ “นายเข้ม เย็นยิ่ง”กล่าวถึงระบบการเมืองในอุดมคติของท่าน คือระบบการเมืองที่ยึดถือ “หลักประชาธรรม” นั่นคือ สามารถยึดกติกาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งดีกว่า และทำให้เจริญกว่าที่จะปกครองกันตามอำเภอใจของคนไม่กี่คน กับเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองหมู่บ้านได้โดยสันติวิธี นอกจากนี้ยังเตือนสติ “ผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง” หรือจอมพลถนอม ให้เห็นถึงคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงออกของประชาชน และอย่าได้หลงประเมินสถานการณ์ผิด จากเปลือกนอกแห่งความสงบเรียบร้อยราบคาบที่ฉาบเคลือบสังคมอยู่
“นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่กระจายไปทั่ว ความกล้าหาญทางจริยธรรมของท่านภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าทำโดยไม่เกรงกลัวด้วยตำแหน่งแล้ว ย่อมทำสิ่งใดที่ถูกต้องได้เสมอ ทำให้คนอื่นๆ ตื่นตัวตามไปด้วย นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำมาโดยตลอด คือ กล้าหาญที่จะปฏิเสธกล้าหาญที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและไม่ได้ทำ”
3.“คิดนอกกรอบ” ครั้งที่อาจารย์ป๋วยรับหน้าที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พัฒนา “เศรษฐศาสตร์” ด้วยการรับสมัครบัณฑิตทุกสาขาวิชาและทุกสถาบันเข้ามาเป็นครู เพราะตระหนักว่านักเศรษฐศาสตร์จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปข้างหน้า
ขณะที่ “รศ.ประนอม โฆวินวิพัฒน์” คณะกรรมการบริหารกองทุนวันเกิดกับธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” เป็นหนึ่งในมรดกที่อาจารย์ป๋วยสร้างไว้ให้ “ชาวธรรมศาสตร์” เพราะเป็นการนำนักศึกษาเข้าไปเชื่อมโยงกับชนบท ซึ่งถูกละเลยจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยอาจารย์ป๋วยเป็นผู้ริเริ่มนำบัณฑิตอาสาสมัครไปดูว่าชนบทนั้นเป็นอย่างไร กรุงเทพฯไม่ใช่จุดศูนย์กลางของประเทศ แต่ยังมีอีกหลายๆ แห่งที่ยังยากไร้
“อาจารย์ป๋วยปลูกฝังพวกเราชาวธรรมศาสตร์ว่าเด็กจะต้องมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากเรียนหนังสือต้องได้เรียนคนหิวน้ำก็ควรได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำ คนที่อยากเรียนหนังสือก็ควรได้เรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดขึ้นด้วยหลักการของท่านที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และเพื่อความเสมอภาค”
ด้าน “น.ส.รสนาโตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่ออาจารย์ป๋วย ว่า ช่วงที่อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดี คือ “ยุคหลัง14 ตุลาฯ” สิ่งที่อาจารย์ป๋วยพูดบ่อยที่สุด คือ “อุดมคติ” ซึ่งเป็นใจกลางสำคัญของเรื่อง “สันติประชาธรรม” ท่านพูดถึงเรื่อง “ความจริง ความดี และความงาม”ทั้ง 3 คำนี้เป็นคุณธรรมสำหรับคนที่จะเป็นมนุษย์ และก่อนที่เราจะไปเป็นอะไรก็ตามเราต้องเป็น “มนุษย์” ก่อน ถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วเราจะไปเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้ คือ สอนให้เราเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไม่สอนให้เราเป็น “มนุษย์ที่มีอุดมคติ” แต่อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี “สิทธิและเสรีภาพ”
“รสนา” กล่าวอีกว่า กว่า 5 ทศวรรษ ที่อาจารย์ป๋วยบริหารในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว และยืนหยัดมาได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังท่านอายุ 60 ปีท่านรู้สึกเสียดายที่ในอดีตสนใจแต่เศรษฐกิจ จนไม่ได้สนใจเรื่อง “ความยุติธรรม” ท่านจึงหันมาให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาชนบท หลังจากนั้นอาจารย์ป๋วยได้ก่อตั้ง“มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “เอ็นจีโอ” เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน โดยยึดหลักการของอาจารย์ป๋วยที่ว่า...“การได้มาในสิ่งที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังความรุนแรงเสมอไป “ความสันติ” ต่างหากที่เป็นหนทางที่สร้างสรรค์ การอยู่ร่วมกันในสังคม”
นี่คือหลักคิดของสามัญชนคนธรรมดาอย่าง“อาจารย์ป๋วย” ที่ผู้คน หรือผู้นำสมควรยึดเป็น “ต้นแบบ”...
SCOOP@NAEWNA.COM
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี