วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
“..สิ่งที่กรุงเทพมหานคร กระทำอยู่นั้นกลับสวนทางข้อเท็จจริง พยายามกีดกันคนจนไม่ให้สามารถอยู่ในเมืองได้ ด้วยมาตรการที่เข้มงวดและส่อแววที่จะรุนแรง โดยการขอกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกครั้งในการลงพื้นที่ชุมชน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามีกองกำลังใดบ้างที่จะเข้ามารื้อถอนทำลายบ้านเรือนพวกเขา อีกทั้งเป็นการกระทำที่คิดจะรื้อไล่อย่างเดียวแต่ไม่มีมาตรการรองรับกับประชาชนที่ถูกรื้อไล่แต่อย่างใด..”
ตอนหนึ่งของบทความ “กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน” ซึ่งเขียนโดย คมสันติ์ จันทร์อ่อน ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “จัดระเบียบคลอง” ทั่วกรุงเทพมหานคร ที่เน้นการ “ไล่รื้อ” ชุมชนริมคลองต่างๆ โดยอาศัยการสนับสนุนจากทหารและตำรวจ ตามกลไกพิเศษ “มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557” รวมถึงกฎหมายเก่าแก่อย่าง “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 พ.ศ.2502” ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สามารถรื้อถอนบ้านเรือนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลไต่สวนแต่อย่างใด
คมสันติ์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันรัฐบาลอนุมัติการรื้อย้ายชุมชนริมคลองเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ คลองเปรมประชากรกับคลองลาดพร้าว โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 8 มี.ค. 2559 เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร กลับขยายแผนการย้ายชุมชนริมคลองไปในพื้นที่อื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่ง “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองกรุง และไม่มีแผน “เยียวยา” ใดๆ ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
“..การดำเนินการเช่นนี้ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อยเหล่านี้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นจากหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยความที่สถานการณ์เตรียมไล่รื้อชุมชนใน 2 คลองหลักนำร่องนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทางกรุงเทพมหานคร นำมาอ้างต่อชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อยต่างๆ ว่าเป็นนโยบายจากทางรัฐบาล ส่วนการช่วยเหลือว่าถ้าถูกรื้อย้ายแล้วจะมีค่าชดเชยเยียวยา หาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนนั้น กรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ..” คมสันติ์ กล่าว
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในพื้นที่เมืองหลวงเท่านั้น..ไกลออกไปในชนบท ประชาชนหลายพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายจัดระเบียบของภาครัฐเช่นกัน ดังที่นิวาส โคตรจันทึก ตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดินภาคอีสาน กล่าวในงานเวที กสม. พบประชาชน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ณ โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อ 28-30 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา
นิวาสกล่าวว่า หลายพื้นที่หน่วยงานของรัฐมีมาตรการ “ขอคืนพื้นที่” ผลักดันประชาชนออกจากที่ทำกินเดิม จับกุมผู้บุกรุกและทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน เช่นที่สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ, สวนป่าดงหมู(แปลงที่ 1) จ.นครพนม หรือที่ อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร อุดรธานี และกาฬสินธุ์ เป็นต้น ทั้งที่หลายชุมชนอาศัยอยู่กันมายาวนานก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยาน หรือเขตป่าสงวน ก็ถูกไล่รื้อตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” โดยไม่มีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือใดๆ
“ชาวบ้านที่ถูกทวงคืนผืนป่า ปัญหาคือไม่ได้รับการเยียวยากระบวนการดำเนินการไม่เป็นธรรม ชาวบ้านยังไม่ได้รับการช่วยเหลือมีการยื่นหนังสือทั้งต่อกรรมการสิทธิ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้องศูนย์ดำรงธรรม และขอยืดระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว อันนี้ก็เป็นความพยายามของพี่น้องที่จะปกป้องสิทธิ์ของตัวเองที่ได้ทำมาหากิน และได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน” นิวาส ระบุ
ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคประชาชนรายนี้ กล่าวต่อไปว่า ขอยื่นข้อเสนอผ่าน กสม. ไปถึงรัฐบาล อาทิ ขอให้ชะลอการไล่รื้อ
และจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้าน, ข้อเสนอจากภาคประชาชนในการบริหารจัดการพื้นที่ เรื่องใดที่มีมติ ครม. รับรองแล้ว ขอให้เร่งผลักดันให้สามารถปฏิบัติได้จริง, ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิด้านกระบวนการยุติธรรม ผ่านกองทุนยุติธรรมเมื่อประชาชนมีคดีความกับหน่วยงานของรัฐ
ผลักดันกระบวนการสร้างข้อตกลงและทำงานร่วมกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาชน, ส่งเสริมแผน แนวทางและกระบวนการใช้พื้นที่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งการคุ้มครองทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งภาครัฐในระดับนโยบายต้องมีหนังสือสั่งการที่ชัดเจน เป็นกรอบให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถปฏิบัติตามได้ และขอให้ภาครัฐ “ยุติการข่มขู่คุกคาม” ประชาชนที่ต้องการปกป้องสิทธิของตน
ประเด็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนว่าด้วยที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับนโยบายทวงคืนผืนป่าแม้รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกำชับว่าไม่ให้กระทบต่อชาวบ้านคนเล็กคนน้อย แต่ในความเป็นจริงยังมีเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่
“คสช. เน้นว่านโยบายทวงคืนผืนป่าต้องไม่เดือดร้อนต่อเกษตรกรผู้ยากไร้และเกษตรกรรายย่อย ซึ่งนิยามของ คสช. คือครอบครองที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ ถือว่าเป็นเกษตรกรผู้ยากไร้และมีที่ดินทำกินจำกัด แต่ขณะนี้ก็ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว
ด้าน สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (ภาคอีสาน) กล่าวเพิ่มเติมว่าเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ในความเป็นจริงประชาชนไม่ได้ต่อต้าน เพียงแต่ต้องการเสนอ “ทางเลือก” ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องไล่คนออกจากป่าเสมอไป
“อย่างเครือข่ายป่าไม้ที่ดิน เขาพูดถึงว่าจะอยู่กับป่าอย่างไรได้บ้าง มีการอนุรักษ์ป่า จัดเวรยามระวังดูแลป่า มีข้อตกลงป่าชุมชน หรือแม้แต่การผลิตที่สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ นี่คือสิ่งที่เขาพยายามทำ แต่สถานการณ์ตอนนี้เมื่อไม่มีเวทีกลางในการต่อรองกับภาครัฐ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ของชาวบ้าน ผมคุยกับหลายกลุ่มแล้วพบว่าเขารู้สึกอึดอัด เพราะเขาถูกกระทำ” สุวิทย์ ให้ความเห็น
ซึ่งก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ 27 มี.ค. 2559 มีเวทีเสวนา “คน โบราณสถาน สวน : ผู้บุกรุกกับส่วนรวม” 27 มี.ค. 2559 ณ ชุมชนป้อมมหากาฬ โดย ธวัชชัย วรมหาคุณผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ ระบุว่า ชาวชุมชนมีข้อเสนอ คือขออยู่อาศัยในพื้นที่เดิมไม่ต้องถูกผลักดันให้ต้องย้ายออกไป โดยยินดีเป็นอาสาสมัครดูแลพื้นที่สวนสาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ รวมถึงเป็นเวรยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม. เพื่อพัฒนาให้เป็นชุมชนที่ยั่งยืน
นี่ไม่ใช่เรื่อง “การเมือง” แต่เป็น “ความเดือดร้อน” ของประชาชน!!!
วอนภาครัฐ “เข้าใจ” และ “เปิดกว้าง” รับฟังและหาทางออกร่วมกัน!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี