วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
เพราะสัญชาติพ่วงมาพร้อมคำว่า “สิทธิ” และ“โอกาส”!!!
“คนไร้รัฐ” ไร้สัญชาติ หรือคนตกสำรวจ ในประเทศไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ “ชายขอบ” จึงล้วนตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน นั่นคือ“ยาก” จะเข้าถึงบริการของรัฐโดยเฉพาะด้าน “การรักษาพยาบาล” ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ทุกภาคส่วนพยายามแก้ไข
แม้ปัจจุบัน “ภาพ” ของ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” จะแสดงให้เห็นว่าพลเมืองเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ทั่วถึงขึ้น แต่ไม่ใช่กับกลุ่ม “คนตกสำรวจ” ที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งในสังคมเมืองที่แฝงมาในรูปแบบ “ผู้ใช้แรงงาน” หรือพื้นที่ตะเข็บชายแดนที่ห่างไกลความเจริญ ดังเช่น...
“อุ้มผาง” จ.ตาก
ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า“โรงพยาบาลอุ้มผาง” จ.ตาก ให้บริการแก่ทุกคนที่เจ็บป่วย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยมาโรงพยาบาลก็รักษาหมด ไม่เคยสนใจว่ามีบัตรประชาชนหรือไม่ แต่เมื่อมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการ เพราะประชากรกว่าครึ่งใน อ.อุ้มผาง และใกล้เคียง มีปัญหาด้าน“สถานะบุคคล” ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงที่หมายถึงความรับรู้จากรัฐว่าพวกเขามีตัวตนอยู่บนโลกนี้...
ไม่ว่าจะมองมาจากรัฐฝั่งไหน พวกเขาก็ “ไร้ตัวตน”…
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “คลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชน” ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษา “โรคสถานะบุคคล”!!!
“พี่แมว-จันทราภา จินดาทอง” นักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง ในฐานะผู้จัดการคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ เล่าให้ฟังว่า คลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 หลังจากที่“นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์” ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง นำทีมงาน “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ลงมาดูปัญหา “คนตกสำรวจ” ที่ไร้หลักประกันสุขภาพ และพบว่าส่วนหนึ่งมาจากสถานะบุคคล จากนั้นจึงมีการหารือเพื่อ “ตกผลึก” ความคิดในการแก้ไขปัญหา โดยช่วงแรกคณะนิติศาสตร์“มหาวิทยาลัยนเรศวร” ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ หรือ SWIT สนับสนุนงบประมาณช่วย“ตั้งไข่” คลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ
“พี่แมว” เล่าต่อว่า ช่วงแรกทำงานเชิงรับ เน้นเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลว่าใครมีปัญหาสถานะประเภทใดและช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาไม่ได้ลดลง ทีมงานจึงเปลี่ยนเป็นทำงาน “เชิงรุก” ขยายไปยังเครือญาติ มีการลงพื้นที่ สืบประวัติ จนถึงขนาดตรวจดีเอ็นเอ “พิสูจน์สัญชาติ” ภายใต้ความหวังที่ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับสิทธิ์อันพึงได้ตามสถานะที่แท้จริง
ปัญหาสถานะบุคคลที่พบในพื้นที่แยกได้ 6 ประเภท คือ 1.มีเอกสาร แต่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ไม่ปรากฏว่ามีสัญชาติของชาติใดเลย 2.มีสัญชาติไทย แต่ถูกแยกให้เป็นคนต่างด้าว หรือ “คนไทยตกหล่น” 3.คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 แต่ได้รับการบันทึกเป็นบุคคลต่างด้าว 4.คนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทย ซึ่งน่าจะได้รับการพัฒนาสิทธิ์เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิ์อาศัยถาวรอยู่ในประเทศไทย และแปลงเป็นสัญชาติไทยได้ 5.มีบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎรว่าเป็นคนต่างด้าว และ 6.กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่พักพิงชั่วคราว เมื่อ “แยกประเภท” แล้ว จึงค่อยๆ แก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งบางรายต้องใช้เวลาเป็นปี เพื่อ“ทวงสิทธิ์” ที่พึงได้รับ
“ตัวอย่างเช่น แม้คุณยายมีสัญชาติไทย แต่ถ้าไม่ได้แจ้งเกิดหรือไม่ได้ทำบัตรประชาชนให้ลูกไว้ ลูกของยายก็ไม่ได้สิทธิ์ จะเป็นคนไร้รัฐ พอลูกๆ ยายแต่งงานจะส่งผลมายังรุ่นหลานที่จะเป็นคนไร้รัฐเช่นกัน ทีมงานก็ต้องช่วยรักษาผู้ป่วยทางสถานะบุคคลเหล่านี้ก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องทำ เพราะชีวิตของพวกเขาไม่ใช่แค่สิทธิ์ในหลักประกันสุขภาพ แต่ยังหมายถึงสิทธิ์เรื่องการศึกษา การเดินทาง การประกอบอาชีพ ที่จะตามมา ถ้าคนคนหนึ่งมีสิทธิ์ในเรื่องเหล่านี้ได้ ดูแลครอบครัวได้ ก็จะมีความมั่นคงตามมา”
มันมากกว่าแค่การได้เป็นคนไทย!!!
ด้าน “นพ.วรวิทย์” กล่าวว่า บนผืนดินจริงๆ ไม่มี “เส้นเขตแดน” เพราะมันเป็นเพียงเส้นแบ่งที่อยู่ในหน้ากระดาษแผนที่ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้จริงๆ ก็ขีดกั้นพรมแดน ผ่ากลางหมู่บ้าน แบ่งภูเขา-แม่น้ำเป็น 2 ฝั่ง ทำให้คน 2 ฟากแม่น้ำที่เป็นญาติพี่น้องกัน เป็นชนชาติเดียวกันถูกแบ่ง “สาแหรก” เช่น พี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งไทยควรได้สัญชาติไทย ที่อยู่ฝั่งเมียนมาก็ควรได้สัญชาติเมียนมา แต่ทุกวันนี้พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นชนชาติใดเลย “ไร้ตัวตน” ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงตั้งคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือ
“โรงพยาบาลจะรักษาคนที่มีบัตรประชาชน มีบัตรประกันสังคมอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคนในพื้นที่ มักข้ามแดนไปมาหาสู่กัน เมื่อเขาเจ็บป่วยเป็นโรคระบาด หรือโรคร้ายแรงจึงเสี่ยงที่จะติดต่อกันได้ง่าย เพราะเขาไม่กล้ามาโรงพยาบาล เนื่องจากรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์”
แพทย์ผู้ทำหน้าที่รักษา “สถานะบุคคล” ผู้นี้ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง และใกล้เคียง มีชาวกะเหรี่ยงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งล้วนไม่มีสิทธิ์ในหลักประกันสุขภาพ ขณะที่ในพื้นที่ยังเป็น “รังโรค” หรือแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะ “ไข้มาลาเรีย” ซึ่งข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยไข้มาลาเรียในประเทศไทย ปี 2558 มีจำนวน 24,850 ราย ซึ่ง จ.ตาก พบผู้ป่วยมากที่สุด 9,777 ราย ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 15.7 ที่เป็นคนไทย ที่เหลือมากกว่าครึ่งเป็นชาวเมียนมา และกะเหรี่ยง ซึ่งล้วนมีปัญหาสถานะบุคคล จน “หมดสิทธิ์” ในหลักประกันสุขภาพ
“ไข้มาลาเรียมียุงเป็นพาหะ แต่ยุงไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องทำพาสปอร์ต บินข้ามเขตแดนได้เลย ถ้าเรารักษาเฉพาะคนไทยที่มีสิทธิ์ ไม่นานผู้ป่วยที่ไร้รัฐก็เข้ามาในไทยอยู่ดี ดังนั้นเราต้องดูแลทั้งหมด ทั้งคนที่อยู่ในเขตไทย และเมียนมา ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีบัตรประกันสุขภาพหรือไม่ นี่คือหน้าที่ของแพทย์ และเป็นที่มาของคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ”
ณ ปัจจุบัน “คลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชน” เปิดดำเนินงานมาแล้ว 6 ปี “ทวงสิทธิ์” ให้คนไร้รัฐในพื้นที่ได้จำนวนมาก ซึ่ง “นพ.วรวิทย์”บอกว่า แม้จะเหนื่อย แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องไปต่อ เพราะ...
พรมแดนขีดเขียนขึ้นบนแผนที่เท่านั้น...
แต่สิทธิ์ในบริการสาธารณสุข ไม่สามารถใช้“เส้นพรมแดน” บนแผนที่ได้
อธิพงศ์ ลอยชื่น
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี