วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
หนักหนา สาหัส...
คงไม่เกินเลยไปสำหรับ “ภัยแล้ง” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ด้วยเพราะ ณ ปัจจุบัน ชาวนาเกือบทั้งประเทศปลูกข้าวไม่ได้ทั้งนาปีและนาปรัง ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงให้ข้าวอยู่รอดถึงวัน “ตั้งท้อง ออกรวง” ขณะที่หลายพื้นที่ในท้องถิ่นทุรกันดาร
ผืนดินแตกระแหง น้ำในคูคลองแห้งขอด ไม่มีน้ำกินน้ำใช้
ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ออกมาย้ำเตือนว่าภัยแล้งจะ “ลากยาว” ไปอีกนาน จึงสมควรต้องมีมาตรการ “รับมือ” ล่วงหน้า และมีระบบบริหารจัดการที่มี “ประสิทธิภาพ” มากพอ ไม่เช่นนั้นเมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ “อู่ข้าว...อู่น้ำ” ของภูมิภาคอาเซียน อาจต้องเผชิญ “วิกฤติ”
“ปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ตั้งแต่ปี 2558 ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ลดลงต่ำสุดในรอบ 40 ปี และปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 เพราะมีการปรับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำในเขื่อนลง และรัฐบาลสั่งให้ปล่อยน้ำจำนวนมากออกจากเขื่อนในปลายปี 2554 เพราะกลัวน้ำท่วมอีก อีกทั้งนโยบายรับจำนำข้าวส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในฤดูแล้งขยายตัวกว่าเดิม ทำให้มีการใช้น้ำชลประทานมากกว่าปกติ จึงส่งผลกระทบและยากที่จะรับมือ”
“นิพนธ์ พัวพงศ์กร” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวบนเวทีเสวนา “ฝ่าวิกฤติ...น้ำ” จัดโดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง(บสส.) รุ่นที่ 6 และสถาบันอิศรา เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
เขากล่าวอีกว่า พืชที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุด 3 อันดับ คือ ข้าวโพด อ้อย และข้าว โดยจากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก คือ “ภาคอีสาน-ภาคเหนือ” น่ากลัวที่สุด ในช่วงปี 2558-2559 ภาคเหนือลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวถึง 45 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรจะไม่มีองค์ความรู้ในการเตรียมรับมือ เกษตรกรส่วนมากรู้แค่ว่า...

รัฐประกาศให้หยุดปลูกข้าวก็หยุด ทำตามนโยบายรัฐ...
ในปีเดียวกัน “ภาคกลาง” ในพื้นที่ชลประทานมีความกังวลเรื่องภัยแล้ง แต่ยังพบปลูกข้าวนาปรังตลอด แม้จะลดพื้นที่เพาะปลูกบ้าง แต่ลดลงไม่มากแค่ 1-1.9 ล้านไร่ โดยคนภาคกลางในเขตชลประทานส่วนมากเมื่อทราบสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทาน ชาวนาจะเร่งทำนาปรังให้เร็วกว่าเดิมตั้งแต่ปีที่แล้ว พอมาถึงปีนี้ก็เร่งเวลาเข้าไปอีก เพราะกลัวล่าช้าน้ำในเขื่อนจะแห้ง ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทุกที่ที่ทำนาปีต้องทำนาพร้อมกัน ถ้าฝนไม่ตกตามที่หลายหน่วยงานประเมินไว้...
ถ้าน้ำไม่พอ ย่อมเกิดปัญหา “แย่งน้ำ”
“นิพนธ์” กล่าวด้วยว่า ตอนนี้คนกรุงเทพฯใช้น้ำเยอะที่สุด มีแหล่งน้ำทั้งบางปะกงและเจ้าพระยา โดยจ่ายค่าน้ำถูก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลใช้ “น้ำฟรี” เป็นส่วนมาก และนิยมใช้ “น้ำใหม่” ไม่เหมือนในประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นจะใช้น้ำเก่าที่ผ่านการบำบัด(Reuse) ซึ่งเมื่อมีการใช้แบบประเทศไทย ต่างฝ่ายต่างกลัวน้ำจะหมดก็รีบแย่งชิง ก่อให้เกิดการใช้น้ำเปลือง หากอุตสาหกรรมไม่ปรับตัว ภาคเกษตรก็อยู่ยาก และอาจวิกฤติมากกว่าเก่า
“จุดอ่อน” ของประเทศไทย คือ ไม่มีการบริหารจัดการตามอุปสงค์ของคนใช้น้ำ เช่น ภาคเกษตรจำเป็นต้องใช้อย่างไร อุตสาหกรรมต้องใช้อย่างไร ไม่แยกแยะ จุดอ่อนต่อมา คือ การตั้งหน่วยงานที่ไร้ “วอร์รูม” และขาดการทำงานที่ต่อเนื่อง คณะกรรมการนโยบายเปลี่ยนไปตามระบบราชการ การเมือง บริหารแบบนี้จะไม่ส่งผลสำเร็จ จริงๆ ต้องแบ่งการจัดการให้ถูกต้อง ภาคพื้นที่ในชลประทานต้องดูแลอย่างไร นอกเขตชลประทานต้องดูแลอย่างไร ต้องวางแผนระยะยาว
ไม่เช่นนั้นแล้งที ห้ามเกษตรกรที...
แบบนี้อนาคตไม่ได้ขาดแค่น้ำ...
แต่ขาดผลผลิตเกษตรด้วย...
ด้าน “วีระ รุ่งเรือง” นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย และเลขานุการคณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศไทย กล่าวว่า ชาวนาในเขตชลประทานเป็นกลุ่มที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งมากที่สุด เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ทันท่วงที เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาชีพเสริม ขณะที่ชาวนานอกเขตชลประทานทำนารอบเดียว เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนาไปทำอาชีพอื่น มีทางออกสามารถแก้ปัญหาได้ ตนเชื่อว่าปัญหาภัยแล้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากข้าราชการในพื้นที่กับประชาชน เข้าใจนโยบายการดูแลเกษตรกรของรัฐบาล “ไม่ตรงกัน”
“นั่นคือข้าราชการไม่ได้ทำแผนประจำปี เพื่อรองรับวิกฤติแล้ง เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นจึงต้องเสียเวลาสำรวจใหม่ ทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่มีระบบ ไม่ทันเหตุการณ์ ทางที่ดีต้องร่วมมือกันทั้งรัฐ ทั้งชาวบ้าน เพื่อทำข้อมูลที่สะท้อนปัญหาของแต่ละพื้นที่แบบวางแผนระยะยาว มีแผนสำรอง แต่ละแผนต้องเปิดโอกาสให้ชาวนาและชาวบ้านร่วมออกแบบ”
ไม่เพียง “น้ำแล้ง” ที่ยังน่าเป็นห่วง
วิกฤติ “น้ำท่วม” ก็ไม่อาจมองข้าม...
แม้นักวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า “เอลนีโญ่” ซึ่งแผลงฤทธิ์มาตั้งแต่ต้นปี 2558 อาจจะคลี่คลายจนเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งหมายความว่าฝนจะกลับมาตกทันตามฤดูกาล แต่ยังวางใจไม่ได้เพราะอาจมี “วิกฤติซ้ำ” เนื่องจากปรากฏการณ์ “ลานีญ่า” กำลังคืบคลานเข้ามาแบบ “หายใจรดต้นคอ” ในช่วงปลายปี
หน่วยอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย ระบุว่า จากการเก็บสถิติเอลนีโญ่ 26 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1900 มีโอกาสร้อยละ 40 ที่โลก
จะเผชิญ “เอลนีโญ่-ลานีญ่า” ต่อกันในปีเดียว ขณะที่หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ พยากรณ์ว่า ปีนี้มีโอกาสถึงร้อยละ 50ที่จะเกิดลานีญ่าในช่วงฤดูร้อน ทันทีที่เอลนีโญ่สิ้นฤทธิ์ และมีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่ลานีญ่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี
ลานีญ่าเป็น “ขั้วกลับ” ของเอลนีโญ่ คือ แทนที่จะหอบความแห้งแล้งมายังภูมิภาคอาเซียน กลับจะหอบเอาความชื้นที่ทำให้เกิด “มรสุมรุนแรง” กว่าปกติ จนถึงขั้นทำให้เกิด “น้ำท่วมใหญ่” เข้ามาแทน โดยพื้นที่ “เสี่ยง” คือ ออสเตรเลียและบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยสิ่งที่ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ เหลือเพียง “ความรุนแรง” ของลานีญ่าเท่านั้นว่าจะนำความ “เสียหาย” เข้ามามากน้อยเพียงใด
ถ้าไม่ร่วมมือ ไม่วางมาตรการเตรียมรับมือฝ่าวิกฤติ...
ทั้งแล้ง...ทั้งท่วม มีหวัง “อ่วมอรทัย”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี