วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
ให้-ไม่ให้‘คนนอก’เป็นครู อะไรก็ได้..แต่ต้องมี‘คุณภาพ’

ให้-ไม่ให้‘คนนอก’เป็นครู อะไรก็ได้..แต่ต้องมี‘คุณภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
Tag :
  •  

เป็นอีกประเด็นร้อนในเดือนมีนาคม 2559 เมื่อ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความเห็นในเวทีเสวนาแนวทางพัฒนาระบบมาตรฐานวิชาชีพและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยระบุว่า “ควรเปิดโอกาสให้ทุกสาขาวิชาสามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้” มิใช่แต่เพียงบัณฑิตคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์เท่านั้น


เหตุผลสำคัญ..เพื่อเฟ้นหา “คนเก่งเฉพาะทาง” ในแต่ละสาขาวิชามาเป็น “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์” ชั้นยอด!!!

หลังจากข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เสียงสะท้อนจากผู้คนผ่านโลกออนไลน์ ก็มีทั้ง “เห็นด้วย” เพราะที่ผ่านมาคณะที่ทำการสอน “วิชาครู” อย่างครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ถูกมองอย่าง “ค่อนขอด” เสมอว่าเป็นแหล่งรวมของคนคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สู้จะดีนัก ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “เรียนอะไรไม่ได้ก็มาเรียนครู” ยิ่งระยะหลังๆ ที่มีบรรดา “ติวเตอร์” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และคนเหล่านี้อาจจบวิศวะบ้าง เภสัชบ้าง มนุษยฯ เอกภาษาต่างประเทศบ้าง

แต่กลับสอนเด็กให้ “สนุก” และ “เข้าใจ” มากกว่าครูในระบบโรงเรียนเสียอีก!!!

กับอีกส่วนหนึ่งที่ “ไม่เห็นด้วย” ให้เหตุผลว่า “คนที่เก่งที่สุดใช่ว่าจะสอนคนอื่นได้” เห็นได้จากหลายคนที่จบมาด้วยเกรดเฉลี่ยดีเยี่ยม แต่เมื่อต้องไปถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่นักวิชาการแล้วกลับ “สอนไม่รู้เรื่อง” เมื่อเทียบกับคนที่เก่งระดับรองลงมาก็มี เนื่องจากการสอนนั้นมีทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” เป็นเทคนิคที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนกันอย่างลึกซึ้งยาวนาน บรรดาคนที่เรียนมาทางวิชาครูซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และผ่านบททดสอบด้วยการไปเป็นครูฝึกสอน จึงมองว่า “ไม่เป็นธรรม” หากเปิดให้ใครมาเป็นครูก็ได้

สุวัฒนา ดันน์ ครูโรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายประเด็น 1.อย่านำ “ครู” ไปเทียบกับ “ติวเตอร์” เพราะทั้ง 2 อาชีพ มีเป้าหมายและวิธีการแตกต่างกัน ครูนั้นมีหน้าที่สอนตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่ระดับ “เริ่มอ่านเริ่มเขียน”ซึ่งไม่ใช่แค่วิชาการ แต่ยังรวมถึง “ทัศนคติ” ต่อทั้งวิชาที่เรียนและการใช้ชีวิต ขณะที่ติวเตอร์มุ่งเน้นแต่เพียงจุดหรือแนวทางที่จะนำไปใช้สำหรับ “ทำการสอบ” เท่านั้น

“มันไม่เหมือนกันนะ การติวเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อไปสอบเข้าหรือไปทำงาน ฉะนั้นเขาก็สอนแต่ตรงนั้น ตรงอื่นเขาก็ไม่เอามา
ก็รู้แต่ตรงนั้นแล้วก็จบ แต่การเรียนรู้ตามระดับชั้นคือการเรียนรู้ที่ให้เขาทุกอย่าง คุณธรรมจริยธรรม คือการติวยังไงมันก็ได้อยู่แล้ว
ถ้าเรารู้แนวว่ามันต้องไปอย่างนี้ทางนี้ สอนไปเลยว่าออกข้อสอบแบบนี้ต้องรู้เรื่องนี้ แต่หันหลังกลับไปดูคนที่ทำให้เราอ่านได้เขียนได้ ถามว่าใครเก่ง?” ครูรายนี้ กล่าว

2.อย่ากล่าว “เหมารวม” คณะที่สอนวิชาครู “แย่” ไปทั้งหมด เรื่องนี้ต้องไปดูเป็นรายสถาบันการศึกษา ว่าแต่ละแห่งนั้นผลิตบัณฑิตออกมาอย่าง “มีคุณภาพ” มากน้อยเพียงใด? ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ต่างจากคณะอื่นๆ ที่บางสถาบันเปิดการเรียนการสอนโดย “ขาดความพร้อม” ผู้ที่เรียนจบมาแล้วมีความรู้ไม่แน่นเพียงพอจะไปประกอบอาชีพ

และ 3.อย่าลืม “ดูแล” คุณครูผู้ “เสียสละ” ในพื้นที่ลำบาก ครูสุวัฒนา ตั้งคำถามถึงหน่วยงานฝ่ายบริหารนโยบาย ว่าขณะที่เป็นห่วงกรณี “ครูขาดแคลน” ในถิ่นทุรกันดาร หน่วยงานฝ่ายนโยบายได้ดูแลคุณภาพชีวิตครูที่ต้องไปประจำในท้องที่เหล่านั้นอย่าง “เพียงพอ” หรือไม่?

ขณะที่ “ครูของครู” หรืออาจารย์ที่อยู่กับคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์มานาน อย่าง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า คนสายวิชาชีพครูนั้น “ไม่ขัดข้อง” หากบัณฑิตคณะอื่นๆ จะมาเป็นครู แต่มีข้อแม้ว่าต้อง “ผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ” ตามที่คนเป็นครูควรมี

นั่นคือต้องไปเรียน “ป.บัณฑิต” ให้มีความรู้ใน “วิชาครู” เสียก่อน..จึงมีสิทธิ์ขอสอบใบประกอบวิชาชีพ!!!

“ผมว่าสายวิชาชีพยินดีต้อนรับนะ อย่างคนจบวิทยาศาสตร์ จบคณิตศาสตร์ แต่คุณก็ต้องไปหาใบประกอบวิชาชีพมาก่อน ก็คือต้องไปเรียน ป.บัณฑิต มาอีกปีนึง คุณมีความรู้เฉพาะด้านแล้วทีนี้คุณก็ต้องไปเรียนรู้วิธีการสอน เรื่องจิตวิทยา เรื่องการวัดและประเมินผล คือความรู้ลึกเฉพาะด้านอย่างเดียวอาจจะเหมาะสมกับอุดมศึกษา แต่สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประถมมัธยม มันไม่ต้องการความรู้ที่ลึกมากขนาดนั้น แต่มันต้องบูรณาการเป็น เช่น คุณต้องบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีให้เป็น” อาจารย์สมพงษ์ ให้ความเห็น

อีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ ดร.ไกรยส ภัทราวาส นักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ชวนให้คิดแบบ “มองอนาคต” ที่มากไปกว่าการมานั่งถกเถียงกันว่าจะเอาอย่างไรกับการสอบใบประกอบวิชาชีพครู เนื่องจากกระแสโลกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก คำถามคือแล้วหลักสูตรการผลิตครูของไทย พร้อมสำหรับ “ศตวรรษใหม่” มากน้อยแค่ไหน?

“คณะครุศาสตร์ควรปรับตัวอย่างไร? เขาน่าจะมีความร่วมมือกับเอกชน ให้เขาเปิดกว้างรับโจทย์ในการผลิตครูนอกจากฝั่งของนักการศึกษาอย่างเดียว นักการศึกษาก็ต้องมองโจทย์ที่กว้างขึ้น เช่นเอกชนต้องการอะไร? อุตสาหกรรมต้องการอะไร? นโยบายประเทศจะเอายังไง? หรือรัฐธรรมนูญใหม่บอกให้ปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่รู้ไหมว่าครูปฐมวัยยังไม่เพียงพอ? แล้วครูอาชีวะตอนนี้ผลิตพอหรือยัง? คือต้องเปิดกว้างขึ้น ผลิตครูให้สอดคล้องกับความขาดแคลนและความต้องการของรัฐ” นักเศรษฐศาสตร์จาก สสค. กล่าว

อีกทางหนึ่ง..เป็นไปได้หรือไม่ที่นักศึกษาคณะอื่นๆ ที่ต้องการเป็นครู จะสามารถเรียน “ชุดวิชาสำหรับวิชาชีพครู” ตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากนักศึกษาคนใดต้องการจบแล้วไปสอบใบประกอบวิชาชีพครู ก็มีข้อแม้ว่าต้องสำเร็จการศึกษาในชุดวิชาดังกล่าวก่อน ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

“ช่วยกันคิดได้ไหม? เช่น คุรุสภาคิดว่าคนจะเป็นครูมันต้องมีวิชาอะไรบ้าง ก็เปิดให้เขาไปเรียนแล้วก็มาสอบใบประกอบวิชาชีพ คือคุณต้องผ่านชุดวิชากลุ่มนี้แล้ค่อยมาสอบ หรือถ้าต้องฝึกสอนก็เอามาเป็นวิชากิจกรรมได้ไหม? สมมุติคณะวิศวะเรียนกัน 130 หน่วยกิต ก็ให้เขาเรียนวิชาครูเพิ่มเป็น 150 หน่วยกิต ไปถ้าเขาอยากเป็นครู ถ้าเยอะขึ้นเขาก็ไปลงซัมเมอร์ จบช้าหน่อยก็ปล่อยเขา ก็เขาอยากจะทำงานได้หลากหลาย คือมันต้องปลดล็อก และไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาฯหรือคณะครุศาสตร์อย่างเดียว แต่ต้องดึงภาพกว้างมาช่วยกันคิด” ดร.ไกรยส ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

คงต้องบอกว่า “วิชาชีพครู” กำลังเข้าสู่สภาวะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ดังรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า ระหว่างปี 2556-2570 จะมีครูสังกัด สพฐ. ทยอยเกษียณอายุไปทั้งหมด 288,233 คน ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก นับตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่เมื่อปี 2542 คำถามสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่ว่า “ครูจบใหม่” เพียงพอหรือไม่? มีคุณภาพแค่ไหน? สอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือเปล่า?

ประเด็นเหล่านี้ “น่าห่วง” มากกว่าแค่การ “ให้-ไม่ให้” คนไม่ได้จบครูมาสอบใบวิชาชีพเป็นแน่แท้!!!
 

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

'จุลพันธ์'ย้ำ'พท.'ต่อสู้เพื่อ ปชช.มายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา'เพื่อไทย'

'ยศชนัน'ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น'เพื่อไทย'ขอ 200

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! 'พีระพันธุ์'ชงอัดงบ'กองทัพ'สยบ'เขมร'

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved