วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“วังน้ำเขียว”...
อดีต “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย” ณ วันนี้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่...อำนาจรัฐและประชาชน...ทุนและความยากจน...การท่องเที่ยวและการบังคับใช้กฎหมาย “ปะทะ” กันจนยากหาจุดประนีประนอม ภายหลังปี 2554 ที่ภาครัฐเดินถือกฎหมายมุ่งหน้า “ไล่ทุบ-รื้อ” รีสอร์ทที่บุกรุก “อุทยาน
แห่งชาติทับลาน”
ทว่า...ปัญหา “ซับซ้อน” กว่านั้น เพราะการประกาศเขตอุทยาน เมื่อปี 2524 ทับที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ขณะเดียวกันยังมีปัญหา “ทับซ้อน” ระหว่างอุทยานกับป่าสงวนที่นำไปจัดสรรเป็นที่ดิน ส.ป.ก.ให้ชาวบ้านทำกิน บางพื้นที่เป็นเขตอุทยาน แต่ดันมี ส.ป.ก. จากนั้นเมื่อวังน้ำเขียว “บูม” รัฐกลับมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว ปล่อยให้ “รีสอร์ท” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ชาวบ้านบางส่วนที่หวังพึ่งการเกษตรกรรมไม่ได้ มองเห็น “ทางรอด” จึง “ขายสิทธิ์” ถือครองที่ดินให้นายทุน กลายเป็นปัญหา “เรื้อรัง” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างยาวนาน แต่หลายแนวทาง “ไม่สะเด็ดน้ำ”
ที่สุดปัญหาวังน้ำเขียวเหมือนจะพบ “ทางสว่าง” เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. “อาสา” ลงพื้นที่
เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านเวที “ประชาพิจารณ์” ก่อนสรุปเป็น “แผนแม่บท” การใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ที่ “สอดรับ” กับความต้องการของนายทุนและชาวบ้านหลายประเด็น...
.jpeg)
“พิมพ์เขียว” ของ มทส. มีเนื้อหาโดยสรุป คือ อ.วังน้ำเขียว มีพื้นที่ประมาณ 706,243 ไร่ ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ ต.ไทยสามัคคี, ระเริง, วังน้ำเขียว, วังหมี และอุดมทรัพย์ ทุก “ตารางนิ้ว” ถูกประกาศเป็น “เขตปฏิรูปที่ดิน” ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ การไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน คิดเป็นร้อยละ 34.18 ของพื้นที่ ปัจจุบันที่ดินถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ที่ชัดเจน คือ การสร้าง “ที่พัก-โรงแรม-รีสอร์ท” ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมชนทั้งหมดเห็นว่าควรเปลี่ยนอาชีพจากการทำเกษตรกรรมมาเป็น “ท่องเที่ยว” ซึ่ง มทส.เสนอแนะการวางแผนจัดการปัญหาในเชิงพื้นที่ หรือ “โซนนิ่ง”คือ...
1.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือ “เขตคุ้มครองสภาพป่า”...พื้นที่ปัจจุบันที่เป็นป่าไม้สมบูรณ์ให้ “คงสภาพเดิม” ส่วนที่ดัดแปลงสภาพที่ไม่ใช่ป่าไม้รวม 2,454 ไร่ หรือร้อยละ 11.89 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ให้ “ฟื้นฟูสภาพ” โดยเร่งด่วนภายใน 1-3 ปี เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารไม่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเด็ดขาด และควรสร้างมาตรการป้องกันการบุกรุกที่ชัดเจน
2.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 หรือ “เขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”...พื้นที่ปัจจุบันเป็นที่ป่าไม้สมบูรณ์ให้คงสภาพเดิม ส่วนรีสอร์ทที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2554 ตกอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 อยู่ 152 ไร่ หรือร้อยละ 0.74 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ถ้าใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระดับประเทศ ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมกรรมเป็น “รายกรณี”
3.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 3 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องเร่งรัดจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ”...ถ้าไม่ตกในพื้นที่ป่าโซน A หรือ “ป่าอนุรักษ์” ให้ทำเกษตรกรรมได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยพื้นที่ที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 50 เป็นต้นไป ให้คงสภาพป่าไม้ ส่วนพื้นที่ที่ป่าไม้ถูกทำลายให้ฟื้นฟู ส่วนรีสอร์ทให้คงสภาพเดิม แต่จ่าย “ค่าเช่า” แก่รัฐตามอัตราที่ ส.ป.ก.กำหนด แต่ห้ามขอ “ขยายพื้นที่”
ส่วน “สิทธิครอบครอง” รีสอร์ทจะสิ้นสุด ไม่ตกทอดแก่ทายาท เมื่อผู้ครอบครองสิ้นสุดสิทธิจะใช้การประมูลเพื่อเช่าจากรัฐต่อไป ถ้าไม่มีผู้ประมูลให้ “ทุบทำลาย” และฟื้นฟูเป็นสภาพป่าดังเดิม
4.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 4 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ควรส่งเสริมมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ”...กำหนดให้ประกอบกิจการเกษตรกรรมทุกประเภทได้ในพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยกว่า 12% โดยควรใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ควบคู่กันไป และอนุญาตให้สร้างสถานที่ “ตากอากาศ” เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สภาพพื้นที่ได้
สำหรับการวางแผนจัดการเชิงพื้นที่ ต้องดำเนินการ ดังนี้...
1.บริหารและจัดการภายใต้ความร่วมมือจากชุมชน โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินชุมชน” แล้วให้นำร่างแผนผังแนวทางกำหนดเขตใช้ประโยชน์ และแนวทางบริหารจัดการพื้นที่เป็น “ต้นแบบ” เพื่อจัดทำระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในวังน้ำเขียวต่อไป
2.แนวทางการแก้ไขปัญหา “ถือครอง” ที่ดิน ได้แก่
2.1 เกษตรกรที่ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นด้านการท่องเที่ยวแล้ว แต่ยังคงสภาพพื้นที่บางส่วนไว้ เพื่อทำเกษตรกรรม ให้ “อนุโลม”ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการอื่นที่เป็นการบริการ หรือเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการดังกล่าวให้ถือเป็นการประกอบกิจการอื่นที่สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท...กรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งเตือน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือนภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องถูก “เพิกถอนสิทธิ”
2.2 กรณีที่ดิน ส.ป.ก. ถูกถือครองโดยบุคคลอื่นที่มิใช่เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ให้ ส.ป.ก. ตั้งคณะกรรมพิจารณาพิสูจน์สิทธิ์
หรือ “ยึดคืน” พื้นที่กลับมาเป็นของรัฐก่อน และเข้าสู่แนวทางเดียวกับกรณีแรก โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท
ด้าน “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังข้อมูลจาก มทส. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ที่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า แนวทางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ อ.วังน้ำเขียว เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร-เชิงอนุรักษ์” โดยอาจปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นที่พักอาศัยให้กับนักท่องเที่ยว จะเป็นการดำเนินการของเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิเป็นหลัก จัดทำในลักษณะโฮมสเตย์ โดย ส.ป.ก.จะศึกษาข้อกฎหมายว่าดำเนินการได้หรือไม่
“ถ้า ส.ป.ก.จะอนุญาต รีสอร์ทอาจต้องโอนมาเป็นของรัฐก่อน เช่น อยู่ในมือกรมธนารักษ์ แล้วรีสอร์ทเช่าต่อ ซึ่ง
กรมธนารักษ์อาจมีหลักเกณฑ์ให้ปลูกป่าในพื้นที่ เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริงๆ รูปแบบนี้ ส.ป.ก.จัดเก็บค่าเช่าที่ดิน กรมธนารักษ์เก็บค่าเช่าอาคาร เป็นต้น ภายใต้หัวใจหลัก คือ คุมจำนวนไม่ให้มากเกินไป ซึ่งจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือ
กับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต่อไป”
ข้อเสนอที่ได้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางรอด” ในมุมมองของชาวบ้าน
เป็น “วังน้ำเขียวโมเดล” ที่ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับ “ชาววังน้ำเขียว” แต่จะเป็น “โมเดล” ที่ใช้แก้ไขปัญหา “บุกรุก-ถือครอง” ที่ดินผิดกฎหมายที่ยั่งยืนให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี