วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
‘อุ้มหาย’ใครก็อาจเป็น‘เหยื่อ’ อย่าให้‘ศาลเตี้ย’ทำลาย‘นิติรัฐ’

‘อุ้มหาย’ใครก็อาจเป็น‘เหยื่อ’ อย่าให้‘ศาลเตี้ย’ทำลาย‘นิติรัฐ’

วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :
  •  

“ป่าเขาขาด” จุดที่พบโครงกระดูกมนุษย์ถูกเผานั่งยางเป็นจำนวนมาก

“12-03-2547” , “17-04-2557” , “16-04-2559”


วันเหล่านี้มีความหมายอย่างไร?..คำตอบคือเป็นวันที่มี “บุคคลถูกอุ้มหาย” ไล่ตั้งแต่ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2547, “บิลลี่”นายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 และ นายเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินแห่งทุ่งลุยลาย จ.ชัยภูมิ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2559

ทั้ง 3 รายนั้น “เหมือนกัน” อยู่อย่างหนึ่ง!!!

ตรงที่กำลังมี “ข้อพิพาท” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ”!!!

บทความเรื่อง “สาระสำคัญอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ” ซึ่งเขียนโดย นพ.ปิยนันต์ มธุรมน นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มนิติเวชคลินิก สำนักนิติเวชศาสตร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า “อุ้มหาย” ในนิยามของอนุสัญญาดังกล่าวไว้ว่า..

“การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย”

หรืออาจสรุปได้ว่า..การบังคับบุคคลสูญหายตามอนุสัญญานี้ “ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย” ไม่ว่าจะทำเองหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นทำแทน และแม้ในขั้นตอนแรกจะกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หากหลังจากนั้นรัฐไม่ชี้แจงให้ข้อมูลกับสังคมว่าบุคคลที่อยู่ในความควบคุมนั้นยังอยู่หรือไม่และอยู่อย่างไร ก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน

เรื่องของการบังคับบุคคลให้สูญหาย..เป็นสิ่งที่อยู่กับแวดวงเจ้าหน้าที่รัฐของไทยมายาวนาน ดังที่ “สกู๊ปแนวหน้า”นำเสนอไปเมื่อ 10 พ.ค. 2559 (พลิกปูม “ทุ่งสังหาร...เผานั่งยาง” สุสาน “โจรลักควาย-แก๊งค้ายา”) ถึงคำบอกเล่าของผู้นำท้องถิ่นรายหนึ่งในละแวกพื้นที่ “ป่าเขาขาด” เขตป่าสงวนแห่งชาติกุดจับ หมู่ 3 บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวงอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จุดที่พบ “โครงกระดูกมนุษย์”เป็นจำนวนมาก ว่าพื้นที่แห่งนี้เจ้าหน้าที่มัก “อุ้ม” คนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมต่างๆ มาสังหารและทำลายศพด้วยการ “เผานั่งยาง” โดยทำกันมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี

เหยื่อมีตั้งแต่ “หัวขโมย” ไปจนถึง “เอเย่นต์ยาเสพติด”!!!

ถ้า “เตือนแล้วไม่เลิก” ก็เตรียมตัว “เป็นศพ”ได้เลย!!!

จากสิ่งที่เกิดขึ้น..บ่ายวันที่ 10 พ.ค. 2559 ภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงเปิดแถลงข่าว ณ สถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกกรณี “ทนายสมชาย-บิลลี่-เด่น” เป็นอุทาหรณ์ เรียกร้องให้รัฐไทยเร่งออกกฎหมายว่าด้วยฐานความผิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก

นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 องค์กร กล่าวว่า เหตุที่ต้องแยกฐานความผิดเรื่องอุ้มหายออกมาเป็นการเฉพาะ เพราะเรื่องดังกล่าวมักกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน ดังนั้นกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจึง “ทำได้ยาก”กว่าคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยบุคคลทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมา คปก. รวมถึง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พยายามเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาโดยตลอดแต่จนบัดนี้ก็ยัง “ไร้วี่แวว” คืบหน้า

“ผมอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เราพยายามทำกฎหมายฉบับนี้ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเขาก็ทำกฎหมายฉบับนี้ ก็พยายามเสนอเข้าสู่สภา แต่ก็ยังไม่บรรลุผลหลักการที่สำคัญคือถ้าไม่มีมาตรการพิเศษสำหรับคดีพิเศษเหล่านี้ มันจึงเอาผิดไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมปัจจุบัน ถามว่าทำไมต้องมี? เพราะถ้ายังเอาผิดไม่ได้ คนก็จะทำผิดเรื่อยไป” นายไพโรจน์ กล่าว

สาระสำคัญสำหรับกฎหมายป้องกันการบังคับบุคคลสูญหาย 1.รัฐไม่มีสิทธิ์บังคับบุคคลสูญหายในทุกกรณี แม้ในสถานการณ์พิเศษเพียงใดก็ตาม การควบคุมตัวต้องทำอย่างเปิดเผยชัดเจน 2.ต้องสืบสวนจนรู้ข้อเท็จจริง อย่างน้อยที่สุดคือต้องรู้ว่าบุคคลที่หายตัวไปนั้นมีชะตากรรมลงเอยอย่างไร3.มีมาตรการคุ้มครองพยานที่มีประสิทธิภาพ เพราะกรณีอุ้มหายผู้กระทำมักเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสามารถข่มขู่คุกคามพยานได้มากกว่าคดีที่คนร้ายเป็นบุคคลทั่วไป

“เนื่องจากคนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ การอุ้มหายหลักการมันคืออยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจ ความจำเป็นในการเข้าถึงข้อเท็จจริงการเข้าถึงพยาน การสืบเสาะอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อเอาผิดกับเขามันยากมาก จึงต้องมีมาตรการเหล่านี้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ถ้าดูในข้อกฎหมายปัจจุบัน ข้อหาอุ้มหายหรือการบังคับสูญหายไม่มีอยู่ในกฎหมายไทย ซึ่งอย่างน้อยต้องสืบเสาะจนรู้ให้ได้ว่าเขาตายอย่างไร แม้จะหาคนผิดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องให้ได้ข้อมูลนี้อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก”นายไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

“อุ้มหาย” อันเป็นพฤติกรรมแบบ “ศาลเตี้ย”แม้จะมีหลายคนบอกว่า “สะใจ”เพราะคนที่ตายต่างก็เป็นโจรผู้ร้ายเป็นอาชญากร “แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เช่น ที่รัฐบาลบางยุคบางสมัยประกาศ “สงครามยาเสพติด” จนมีคนตายไปร่วม 2,500 ศพ โดยอ้างว่าเป็นการ“ฆ่าตัดตอน” เวลานั้นก็ได้รับเสียงเชียร์เสียงสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ท่ามกลางข้อค้นพบว่าหลายคนที่ตายเป็นแค่ “แพะ”ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวมถึงสิ่งผิดกฎหมายอื่นใด

ทั้งนี้การไม่นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือว่าละเมิดต่อหลัก “นิติรัฐ” หรือการปกครองโดยยึด “กฎหมาย” เป็นที่ตั้ง และเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งในคดีอาญานั้นถือหลักที่ว่า “ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด” ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ใช้วิธีนอกระบบไปตัดสิน

ในทางตรงกันข้าม..การสนับสนุน “เห็นดีเห็นงาม” กับการอุ้มหาย ย่อมเท่ากับส่งเสริมพฤติกรรม “ลุแก่อำนาจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่ความคิดที่ว่า “จะฆ่าใครก็ได้” ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ว่ากับนโยบายของรัฐ หรือกับตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ตาม แล้วค่อย “สร้างเรื่อง” ให้ดูเป็นคนชั่วคนเลว โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริง

สังคมแบบนี้ยังจะเรียกว่า “น่าอยู่” ได้อีกหรือ?

SCOOP@NAEWNA.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว'จ่าศตวรรษ' วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

ผบ.ทบ. สดุดี 46 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต

ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย! จิตภัสร์ ตั๊น ลงพื้นที่สวนหลวง–ประเวศ รับฟังปัญหาปากท้องพ่อค้าแม่ค้าตลาดยงเจริญ

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved