การพัฒนาสังคมที่ผิดพลาด รากเหง้าอุบัติเหตุบนถนนเมืองไทย

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.

ประเทศไทย..ประเทศที่ถูกยกย่องให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งป่าเขาที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ หรือท้องทะเลที่ทรายสวยน้ำใส ทั้งนี้นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ด้วยนิสัยคนไทยที่เป็นมิตร ค่าครองชีพที่ไม่แพง และความถี่ของอาชญากรรม ที่แม้ระยะหลังๆ จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงกับรุนแรงเท่ากับอีกหลายประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเช่นเดียวกับเรา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก แต่สำหรับชาวต่างชาตินั้นกลับให้ความสำคัญมาก นั่นคือ “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ดังที่เราได้นำเสนอไปในครั้งก่อน ถึงกรณีของ ปีเตอร์ รูท (Peter Root) และ แมรี่ ทอมป์สัน (Mary Thompson) คู่สามี-ภรรยาชาวอังกฤษที่ปั่นจักรยานไปรอบโลก แล้วมาถูกรถชนเสียชีวิตในเมืองไทย จนกลายเป็นการบอกเล่าปากต่อปาก ว่าถนนเมืองไทยนั้นอันตรายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ไม่นานมานี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยผลสำรวจอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจมาก เพราะประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ในการจัดอันดับ 10 ประเทศ ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดในโลก โดยมีสถิติอยู่ที่ 38.1 คนต่อประชากร 1 แสนคน รองจากประเทศนิว (Niue) ที่มีสถิติ 68.3 คน และสาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic) ที่มีสถิติ 41.7 คน

ถนนเมืองไทยอันตรายระดับโลก

ดร.Nima Asgari-Jirhandeh รักษาการผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้จัดโครงการรณรงค์ในชื่อ “ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ระหว่างปี 2011-2020 (พ.ศ.2554-2563) โดยมีรัฐบาลทุกประเทศร่วมสนับสนุนโครงการ ทั้งนี้เพื่อหวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของมนุษยชาติเป็นอันดับที่ 8 แต่ถ้าไม่ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็จะขึ้นไปเป็นอันดับที่ 5 ในปี 2030 (พ.ศ.2573) อย่างแน่นอน

“เป้าหมายหลักคือต้องการให้มีการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งจะสามารถช่วยชีวิตคนได้กว่า 5 ล้านคน ภายในระยะเวลา 10 ปี ทางองค์การอนามัยโลกต้องการให้รัฐบาลของทุกประเทศให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะได้เกิดผลดีกับทุกๆ ฝ่าย” ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาลขอนแก่น ที่กล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน นับวันจะมีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ.2553 กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 13,000 ราย และคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ.2558 ที่เราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) น่าจะมีอุบัติเหตุสูงขึ้นอีก

เนื่องจากวัฒนธรรมการขับขี่รถยนต์ของแต่ละชาติไม่เหมือนกัน เพราะบางประเทศขับชิดซ้าย แต่บางประเทศก็ขับชิดขวา ทำให้เมื่อรวมกับการใช้รถใช้ถนนอย่างไม่มีสำนึกสาธารณะของคนไทยเอง ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น ทั้งฝ่าไฟแดง ขับขี่ย้อนศร ขับรถด้วยความเร็วสูงในเขตผู้คนพลุกพล่าน ดื่มแล้วขับ หรือแม้แต่การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ใส่หมวกกันน็อค และไม่ใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์ขณะขับขี่ยานพาหนะ

“บ้านเรา การควบคุมความเร็วยังอยู่ในข้อจำกัดมาก มีอุปกรณ์ในการควบคุมความเร็วไม่เพียงพอ ในจังหวัดที่ผมอยู่ มีแค่เครื่องเดียว มันก็ยากที่จะควบคุม หรือในช่วงที่ไข้หวัด 2009 ระบาด มีคนสวมผ้าคาดปาก แต่ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ทั้งๆ ที่คนเสียชีวิตจากไข้หวัด 2009 ทั้งปี ยังไม่เท่ากับคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 1 วัน” นพ.วิทยา ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

การพัฒนาที่ผิดพลาด

อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูง มักจะเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา เนื่องจากประชากรมีรายได้ไม่สูงนัก ทำให้นิยมหาซื้อรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) มาใช้แทนรถยนต์ เนื่องด้วยจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะราคาประหยัดที่หาซื้อได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการบาดเจ็บหนักกว่ารถยนต์ หากประสบอุบัติเหตุก็ตาม เนื่องจากอุปกรณ์ป้องกันมีน้อยมาก อย่างเก่งก็เพียงแค่หมวกกันน็อคเท่านั้น

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทำงานด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ ว่าประเทศไทยนั้นมีการพัฒนาที่ผิดพลาดมาโดยตลอด กล่าวคือนับตั้งแต่รัฐไทยเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะระบบรางเป็นไปอย่างล่าช้ามาก หากเทียบกับการพัฒนาระบบโครงข่ายถนน ที่สมัยนั้นมีทั้งรัฐบาลไทยสร้างเอง และได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจบางชาติที่มาช่วยสร้างให้

ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการจำกัดการครอบครองรถ เช่นการเก็บภาษี หรือการออกกฎหมายบังคับว่าผู้ที่จะมีรถต้องมีที่จอดรถด้วย ไม่ใช่ให้มาจอดกันข้างถนนจนเบียดเบียนช่องทางจราจร แบบที่เป็นอยู่ในบ้านเรา รวมทั้งการสอบใบขับขี่ก็ทำได้ยากและเข้มงวดมาก ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถเมล์ประจำทาง และรถไฟที่วิ่งในเมือง หรือวิ่งระหว่างเมือง เช่นในญี่ปุ่น ที่ประชาชนมักจะพักอาศัยอยู่นอกเมือง แล้วเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมืองด้วยรถไฟเป็นหลัก หรือหลายประเทศในโลกตะวันตก ที่ผู้คนจะใช้รถส่วนบุคคลเมื่อเดินทางข้ามเมืองเท่านั้น ส่วนการเดินทางในเมืองจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก เพราะสะดวกสบายกว่า

“รัฐบาลมีนโยบายรถคันแรก ลดภาษีให้ ถามว่ามีนโยบายเพื่อความปลอดภัยผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มเติมหรือเปล่า? ที่เรามีปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะเราดำเนินยุทธศาสตร์ผิดมากว่า 100 ปี เราใช้นโยบายของรถไม่ใช่ของคน รถไฟเราไม่มีอะไรเพิ่มเติมในรอบ 100 กว่าปี แต่ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราได้รับอิทธิพลจากมหาอำนาจบางประเทศ ถึงขนาดมาช่วยทำถนน ก็เป็นเรื่องที่ดี

ก็เพิ่มจำนวนรถมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายรัฐบาลที่จะทำขนส่งมวลชน ก็เป็นทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในเมืองแล้วก็ไปต่างจังหวัด อันนี้ก็จะช่วยลดการใช้พาหนะส่วนตัวลงได้บ้าง สถานการณ์ปัจจุบันก็จะเห็นว่า คนจนถูกเอาเปรียบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการที่จะสัญจร คนจนก็ต้องไปใช้รถมอเตอร์ไซค์ คนที่จะเดินถนนก็ไม่มีทางเท้าให้เดิน คนที่อยากจะขี่จักรยานก็ไม่มีเลนจักรยานให้”

แหล่งข่าวรายนี้ระบุ ทั้งนี้ในปัจจุบัน มียานพาหนะชนิดต่างๆ จดทะเบียนในประเทศไทย 32 ล้านคัน เป็นรถยนต์ 12 ล้านคัน และจักรยานยนต์ 19 ล้านคัน แต่แม้ว่าร้อยละ 70-80 ของอุบัติเหตุจะเกิดกับรถจักรยานยนต์ แต่ในความเป็นจริง แม้แต่รถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถบัสและรถตู้ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัด ก็มีอันตรายไม่แพ้กัน และอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่า

เนื่องจากจักรยานยนต์นั่งได้เฉลี่ยเพียง 2 คน แต่รถโดยสารเหล่านี้จะนั่งได้มากกว่า 10 คน ดังนั้นถ้าตัวรถไม่ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ (เบาะยึดแน่นกับตัวรถหรือไม่? สภาพเบรก-สภาพยางเป็นอย่างไร?) หรือตัวคนขับที่อาจอยู่ในสภาพไม่พร้อม (อ่อนเพลียจากการขับขี่เป็นเวลานานแต่ไม่มีคนขับสำรอง หรือไม่ชำนาญเส้นทาง) ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะการที่ผู้โดยสารกระเด็นหลุดออกมานอกตัวรถ ซึ่งผู้ที่หลุดออกมานี้เอง ที่มักจะเป็นผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเมืองไทย นอกจากการเข้มงวดก็มักจะเกิดขึ้นแต่เพียงช่วงเทศกาล แต่พอหลังจากนั้นก็กลับมาปล่อยปละละเลยเช่นเดิม ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยคนไทยให้มีสำนึกความปลอดภัยเพิ่มขึ้นได้แล้ว ยังรวมไปถึงปัจจัยที่เป็นรากของปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งความแออัดของคนในเมืองที่เกิดจากการมุ่งเน้นพัฒนาเมืองหลวงเป็นหลักเพียงเมืองเดียว หรือระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

หากแก้ไขปัจจัยที่เป็นรากเหล่านี้ไม่ได้ เชื่อเถอะว่าคนไทยก็ยังคงเลือกใช้รถส่วนตัวอยู่ดี เพราะคงไม่มีใครอยากลำบาก หรืออยากเสี่ยงตายบนท้องถนน ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ และไร้ระเบียบวินัย

SCOOP@NAEWNA.COM