546.jpg
ครม.เข้มทุนจดทะเบียน'ขายตรง' หวั่นกระทบ'เอสเอ็มอี-โอทอป'

ครม.เข้มทุนจดทะเบียน'ขายตรง' หวั่นกระทบ'เอสเอ็มอี-โอทอป'

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.35 น.

20 ก.ย.59 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็น เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยออนไลน์ และให้เกิดความรอบคอบในการบังคับใช้ โดยให้แยกคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทั้งสองประเภทออกจากกัน

สำหรับการประกอบธุรกิจขายตรง ให้คงหลักการให้บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชน จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง และเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและไม่เป็นการจำกัดสิทธิ์ของผู้ประกอบการที่มิใช่บริษัทตามข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญติแห่งชาติ จึงเห็นควรให้กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนธุรกิจขายตรงได้ด้วย แต่จำกัดเฉพาะห้างหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคลและห้างหุ้นสวนจำกัดเท่านั้นเนื่องจากมีความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจมากกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ


ขณะที่การประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง แก้ไขคุณสมบัติ โดยเปิดกว้างให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแบบตลาดตรงได้เช่นเดียวกับกฎหมายปัจจุบัน ไม่จำกัดเฉพาะบริษัทจำกัด หรือ มหาชน จำกัดเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการโอทอป และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เป็นรูปแบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท หรือหากเป็นบริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางหลักประกัน การเลิกประกอบกิจการ

ส่วนบทกำหนดโทษ แยกบทกำหนดโทษของการฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงออกจากกันและแก้ไขบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2555 หากเป็นการขายตรงและกระทำความผิด โทษปรับ 20,000 บาทต่อวันตลอดระยะเวลาการฝ่าฝืน ขณะที่กระทำผิดขายตลาดแบบตรง โทษจำคุก 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1 แสนบาท หรือปรับ 10,000 บาทตลอดระยะเวลากระทำความผิด จึงต้องการให้ผู้ประกอบการเร่งปรับคุณสมบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายกำหนดภายใน 60 วัน นับตั้งแต่กฎหมายประกาศบังคับใช้

"ครม.ต้องการแยกคุณสมบัติออกจากกันให้ชัดเจน โดยตลาดขายตรงคือการขายสินค้าแบบขายตรง ได้มีการชักชวนบุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโดยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ จึงต้องกำหนดคุณสมบัติให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และมีความมั่นคง รวมไปการรับประกันสินค้า จึงกำหนดให้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล ด้วยทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5  ล้านบาท ห้ามไม่ให้เป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ส่วนการขายตลาดแบบตรง คือการสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ สื่อประเภทต่างๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังให้การสนับสนุน จึงเปิดให้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลดำเนินการได้ จึงไม่ต้องกำหนดเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ  เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอี สินค้าโอทอบเติบโตได้มากขึ้น "

อย่างไรก็ตาม กระบวนการหลังจากนี้จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top