546.jpg
จับตาต่างชาติทิ้งหุ้นอีก5-6พันล้าน  บล.ทิสโก้แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่มพลังงาน

จับตาต่างชาติทิ้งหุ้นอีก5-6พันล้าน บล.ทิสโก้แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่มพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมจะเป็นไปในลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ในกรอบ 1,765-1,810 จุด เพราะในเดือนนี้ไม่มีข่าวหรือประเด็นหนุนตลาดที่ชัดเจนเหมือนเดือนเมษายนอีกทั้งนักลงทุนต่างประเทศอาจจะขายหุ้นไทยและนำเงินออกนอกประเทศหลังฤดูกาลจ่ายปันผลจบลง แต่หุ้นไทยจะไม่ปรับตัวลดลงไปแรงกว่านี้เพราะราคาหุ้นทั้งตลาดได้ปรับลงมาใกล้กับค่าเฉลี่ยในระยะยาวแล้ว ขณะที่ปัจจัยที่ต้องจับตาในเดือนนี้ คือเงินบาทที่จะปรับตัวอ่อนค่าลง

ทั้งนี้ปัจจัยการอ่อนค่าของเงินบาทจะยิ่งหนุนให้นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นออกมาประกอบกับในปีนี้ยังมีประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(FED) เข้ามาเป็นปัจจัยเร่งอีกด้วย โดยบล.ทิสโก้คาดว่าในเดือนพฤษภาคมนักลงทุนต่างประเทศจะมีสถานะขายสุทธิในหุ้นไทยอีก 5,000-6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4 เดือนแรกของปี 2561 ที่มีสถานะขายสุทธิไปแล้วประมาณ 7.7 หมื่นล้านบาท และต้องจับตาว่านักลงทุนสถาบันภายในประเทศจะเข้ามาช้อนซื้อเหมือนเช่นทุกครั้งหรือไม่


“ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง เป็นตัวแปรให้นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อ โดยจากข้อมูลในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้ว 4.1 แสนล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีสถานะซื้อสุทธิ 3.9 แสนล้านบาท และในช่วง 4 เดือนแรกนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อหุ้นไทยไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทำให้กลัวว่านักลงทุนสถาบันในประเทศจะขายหุ้นไทยออกหลังจากซื้อเก็บไปเยอะแล้ว สำหรับหุ้นที่ประเมินว่านักลงทุนสถาบันในประเทศจะขายออก คือ PTT, PTTEP, IVL และ PTTGC โดยลักษณะการขายจะเทออกแบบรวดเร็ว เหมือนราคาหุ้น BBL, KBANK, SCB, EA ที่ปรับลงไปแล้วในช่วงก่อนหน้า” นายวิวัฒน์กล่าว

นายวิวัฒน์กล่าวอีกว่า ในระยะนี้แนะนำให้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นกลุ่มพลังงานออกไป เนื่องจากราคาน้ำมัน WTI ในไตรมาสที่ 2 น่าจะปรับตัวลงจากปัจจัย Over Supply มาอยู่ที่ 62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากจุดสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่งที่ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นปัจจัยกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มพลังงานในไตรมาสที่ 2 ขณะที่แนวโน้มราคาทองคำปรับตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญที่ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แล้ว คาดว่าราคาจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 1,360 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเร็วๆ นี้ จากความกังวลของปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นทั่วโลกที่จะส่งผลให้ ทองคำกลายเป็น Safe Heaven ที่น่าลงทุน แต่ทองคำยังมีปัจจัยลบที่ต้องจับตาคือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ที่คาดว่าจะขึ้น 3 ครั้งในปี 2561 และอีก 4 ครั้งในปี 2562

หุ้นแนะนำเดือนนี้ มี 3 กลุุ่ม คือ 1.กลุ่มที่คาดว่ากำไรในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ออกมาดีคือ BEAUTY, BTS, CPN, HMPRO, PLANB และ QH 2.หุ้นที่มีสัญญาณทางเทคนิคดี และราคาขึ้นน้อยกว่าตลาดโดยรวมมานาน คือ TRUE, DTAC, BLAND, WHA, ROJNA, CENTEL และ AP 3.หุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ และขณะนี้ราคาตกลงมาใกล้แนวรับระยะยาวแล้ว คือ SCC, SCB, EA, AMATA, STEC, CK และ PSH

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top