546.jpg
แกร็บ หนุน แอป ถูกกฎหมาย ค้านจำกัดโควตาไม่เป็นธรรม

แกร็บ หนุน แอป ถูกกฎหมาย ค้านจำกัดโควตาไม่เป็นธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.54 น.

นักวิชาการ และ เครือข่ายรถยนต์รับจ้างทางเลือก เสนอ ภาครัฐ ยกเลิกกำหนด โควตา ให้ รัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด ระบุล้าสมัย ไม่เป็นธรรม  ชี้เปิดโอกาสให้คนที่มีรายได้น้อยได้มีอาชีพเสริมเลี้ยงครอบครัว


วันที่ 17 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00 น. ที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จัดเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก พ.ศ. …. (ร่างกฎกระทรวงฯ) โดยมีนายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดี (ฝ่ายบริหาร) เป็นประธานฯ และมีหน่วยงานในสังกัดกรมการขนส่งทางบก รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจทางหลวง กสทช. สคบ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ภาคประชาชนผู้ใช้บริการ กรมการท่องเที่ยว กลุ่มผู้ให้บริการแท็กซี่สาธารณะ ฯลฯ เข้าร่วมประชุมฯ รวมกันกว่า 100 คน ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก

นายธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมฯได้เปิดเวทีสาธารณะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อนแล้ว แต่เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นที่รอบด้านจึงได้เปิดเวทีนี้ขึ้นมา เพื่อนำมาประกอบการพิจารณานำไปสู่การออกกฎกระทรวงในโอกาสต่อไป หลังจากนั้น ได้เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแสดงความเห็น ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวฯ

ทั้งนี้ ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว หัวหน้าโครงการศึกษาและวิจัย CONC Thammasat ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาจดทะเบียนเพื่อให้บริการ รับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น และเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเพียงข้อ 3 ที่ระบุว่า การรับจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารแบบบริการทางเลือก จะจดทะเบียนในจังหวัดใด จำนวนเท่าใด ให้เป็นไปที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด นั้น เป็นการจำกัดโควตา เป็นความล้าหลัง ไม่ทันยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งจำนวนผู้ให้บริการฯและจำนวนเที่ยวในแต่ละวัน ผู้ที่เข้ามาให้แบบบริการทางเลือก ส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพเสริม ไม่ต้องการการผูกมัด เรื่องเวลาการทำงานและรายได้ จึงต้องการให้ภาครัฐควรตัดข้อ 3 ออกไป เพื่อช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยได้มีเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว

ขณะที่ นายสุรพงษ์ สุขปูรณะ ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายรถยนต์รับจ้างแบบบริการทางเลือก (กลุ่มเครือข่ายฯ) กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายฯเห็นด้วยและสนับสนุนร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว แต่ไม่เห็นด้วยกับกับร่างกฎกระทรวงข้อ 3 เพราะเป็นการจำกัดโควตา และยังจำกัดสิทธิของคนขับ หากเกิดกรณีที่มีผู้ต้องการใช้บริการมากในช่วงไพรม์ไทม์  ผู้ให้บริการก็จะหมดโอกาส และยังเสี่ยงให้เกิดระบบซื้อขายใบอนุญาตอีกด้วย

“การกำหนดโควตา เป็นการปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ผู้ที่ต้องการหารายได้พิเศษ ที่ต้องการมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ซึ่งข้อจำกัดเรื่อง จำนวนโควตา น่าจะเป็นเรื่องของทางบริษัทเป็นผู้กำหนด เพราะรู้จำนวน และปริมาณความต้องการใช้บริการมากกว่า” นายสุรพงษ์ กล่าว

นอกจากนั้นยังมีร่างกฎกระทรวง ข้อ 4 ที่ กำหนดให้จดทะเบียนรถรับจ้างแบบบริการทางเลือกได้แค่คนละหนึ่งคัน นั้นทางเครือข่ายฯก็ไม่เห็นด้วย เพราะบางคนอาจจะนำรถของญาติ หรือ พ่อ แม่ มาให้บริการเพื่อหารายได้พิเศษ เนื่องจากยังไม่มีรถยนต์เป็นของตนเอง เป็นต้น

ด้านนายมารุต จันทะลือ ตัวแทนเครือข่ายฯ อีกรายหนึ่ง กล่าวว่า การนำรถยนต์ส่วนตัวมารับจ้าง ทำให้มีรายได้เสริม สามารถเลี้ยงครอบครัวในช่วงวิกฤติแบบนี้ ภาครัฐควรเปิดเสรีให้กับคนขับที่ให้บริการรถส่วนบุคคล เพื่อให้ทุกคนประกอบอาชีพได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้

ส่วนดร.เก่งการ เหล่าวิโรจน์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นแกร็บ รู้สึกยินดีที่กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันแก้ไขร่างกฎกระทรวงฯ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชั่นได้อย่างถูกต้อง เปิดโอกาสสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างทางเลือกแก่ประชาชนอีก อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงฯนี้ จะต้องก่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ปิดกั้นโอกาสในการกระจายรายได้และการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย.

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top