546.jpg
ภาคธุรกิจห่วงล็อกดาวน์เต็มรูปแบบกระทบศก.หนัก หากต้องทำขอเป็นรายพื้นที่-จบให้ไว

ภาคธุรกิจห่วงล็อกดาวน์เต็มรูปแบบกระทบศก.หนัก หากต้องทำขอเป็นรายพื้นที่-จบให้ไว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 22.59 น.

ภาคธุรกิจห่วงล็อกดาวน์เต็มรูปแบบกระทบศก.หนัก หากต้องทำขอเป็นรายพื้นที่-จบให้ไว

8 ก.ค. 2564 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงข่าวดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มิ.ย. 2564 และดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือน มิ.ย. 2564 โดย ผศ.วชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงในประเด็นดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ระบุว่า ปัจจัยด้านลบที่ผู้ประกอบการกังวลคือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการเร่งด่วนเข้มงวดเป็นพิเศษในพื้นที่ระบาดรุนแรง 10 จังหวัด การสั่งปิดกิจการหลายประเภท 
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจเหลือ 1.8 ธุรกิจเริ่มขาดสภาพคล่อง เริ่มเห็นกิจการปิดตัวลงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีหลักทรัพย์ SET Index ปรับลดลง ค่าเงินบาทอ่อนลง ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และมาตรการช่วยเหลือเข้าไม่ถึงผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนปัจจัยด้านบวกคือแผนการฉีดวัคซีนเป็นรูปธรรมมากขึ้น กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 0.5 และการส่งออกในเดือน พ.ค. 2564 ที่ขยายตัว


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านลบน่าจะส่งผลต่อผู้ประกอบการมากกว่าปัจจัยด้านบวก เห็นได้จากสถานการณ์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุน การค้า แม้กระทั่งการจ้างงาน มากกว่าร้อยละ 65 ของผู้ประกอบการที่ได้สอบถาม ระบุว่าสถานการณ์แย่ลง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวนั้นมีการตอบว่าแย่ลงสูงถึงร้อยละ 99 รองลงมาคือการจ้างงาน ที่ร้อยละ 90.8 ตอบว่าแย่ลง

ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการก็มองว่าหากรัฐบาลทำตามแผนที่วางไว้ได้ เช่น การฉีดวัคซีน การควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 อีก 6 เดือนข้างหน้าก็น่าจะดีขึ้น แต่จะยังไม่ดีขึ้นมากนัก เห็นได้จากผู้ตอบนั้นราวร้อยละ 50 ของเกือบทุกหัวข้อยังตอบว่าแย่ลง ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่า ด้านการค้าปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง -2.4 จุด เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 2564 รองลงมาเป็นเรื่องการบริโภคและการลงทุน ที่ปรับลดลง -2.3 จุด

ทั้งนี้ เมื่อประมวลผลโดยรวม ผลว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย อยู่ที่ 11.9 จุด ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยสำรวจมา และเมื่อวิเคราะห์เป็นรายภาค แม้จะพบว่าต่ำลงทุกภาค แต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดัชนีปรับลดลงมากที่สุด จาก 24.8 จุด ลงมาอยู่ที่ 22.5 จุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สถานการณ์โควิด-19 รุนแรงที่สุด บวกกับมาตรการสั่งปิดกิจการต่างๆ การขาดแคลนวัคซีน การว่างงาน ธุรกิจเริ่มแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว ต้องปิดกิจการและปลดพนักงาน

“สิ่งที่ทางกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข คือทำอย่างไรก็ได้ให้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เร็วที่สุด แล้วก็เร่งแก้ไขปัญหาคนติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเข้าถึงสาธารณสุข เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น” ผศ.วชิร กล่าว

ผศ.วชิร กล่าวต่อไปว่า ส่วนภาคอื่นๆ เช่น ภาคกลาง มีเสียงสะท้อนว่ากำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากขาดรายได้เพราะถูกเลิกจ้างงาน ประกอบกับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และภาคธุรกิจเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ ภาคตะวันออก แม้จะได้อานิสงส์จากภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก แต่กังวลเรื่องนักท่องเที่ยวลดลง และมาตรการเยียวยาเข้าไม่ถึงอย่างครอบคลุม

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบปัญหารายได้ลดลงในขณะที่ค่าครองชีพยังทรงตัวสูง พบคนว่างงานทั้งแบบชั่วคราวและที่ตกงานจริงๆ เพิ่มสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ภาคเหนือ พบปัญหาบุคลากรด้านสาธารณสุขไม่เพียงพอ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การว่างงานและธุรกิจขาดสภาพคล่อง และภาคใต้ กังวลเรื่องการปิดกิจการและการทดลองเปิดประเทศ ธุรกิจขาดสภาพคล่องและหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ โควิด-19 คือสาเหตุหลักของปัญหาเศรษกิจในทุกภาค และการควบคุมการระบาดคือข้อเรียกร้องของทุกภาคเช่นกัน

ดังนั้นแล้ว ข้อเรียกร้องของหอการค้าไทยคือ 1.ควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาที่มีอัตราการกระจายเชื้อได้รวดเร็วกว่า จนมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่สามารถรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที 2.เร่งจัดหาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และสามารถกลับมาด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เป็นปกติ 3.ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด าเนินกิจกรรมทางธุรกิจโดยลดมาตรการและเงื่อนไขต่างๆ ลงเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงมาตการได้ และ 4.เร่งหาแนวทางให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ โดยการผ่อนปรนการเปิดกิจกรรมหลายๆ ประเภท

ผศ.วชิร ยังกล่าวในตอนท้ายถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจใช้มาตรการล็อกดาวน์ในระดับเดียวกับการระบาดระลอกแรกเมื่อปี 2563 โดยถามผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกหอการค้าว่าเห็นด้วยหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 38.4 ไม่เห็นด้วย จากหลายเหตุผล เช่น เศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว จังหวัดเพิ่งได้รับการผ่อนปรน ธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการ หากปิดมีโอกาสปิดกิจการ ธนาคารไม่ผ่อนปรนการชำระหนี้ และรัฐไม่มีมาตรการรองรับ

ส่วนกลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ 35.7 เห็นด้วย จากหลายเหตุผล เช่น จะได้ควบคุมโควิดได้ หลังคลายล็อกดาวน์จะได้กลับมาดำเนินธุรกิจปกติ ธุรกิจแย่อยู่แล้ว หากล็อกดาวน์ก็ไม่น่าส่งผลกระทบต่างจากเดิม และจะได้ไม่มีการเคลื่อนย้ายคนและจำกัดวงของการแพร่ระบาดได้ ส่วนอีก 25.9 ตอบว่าไม่แน่ใจ อนึ่ง 5 อันดับแรกที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดหากล็อกดาวน์ระดับเดียวกับระลอกแรก อันดับ 1 ธุรกิจดำเนินการ อันดับ 2 กำลังซื้อลดลง อันดับ 3 เศรษฐกิจหดตัว อันดับ 4 สภาพคล่องของธุรกิจแย่ลง และอันดับ 5 คนตกงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าหากที่สุดแล้วจำเป็นต้องล็อกดาวน์ ควรล็อกดาวน์รูปแบบไหน ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.8  ตอบว่าควรล็อกดาวน์เฉพาะจังหวัดเสี่ยงที่เป็นจุดสีแดงเข้มเท่านั้น อันดับ 2 ร้อยละ 22.7 ล็อกดาวน์เฉพาะอำเภอหรือหมู่บ้านที่มีความเสี่ยงชัดเจน อันดับ 3 ล็อกดาวน์เฉพาะภูมิภาค ร้อยละ 15.2 โดยมีเพียงร้อยละ 9.6 เท่านั้นที่ต้องการให้ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ


โดยเหตุผลที่ไม่อยากให้ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจพื้นที่ไม่เสี่ยงสามารถเดินต่อได้ พื้นที่อื่นสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ กลัวเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา หากปิดทั้งประเทศจะทำให้เศรษฐกิจแย่กว่าปีที่ผ่านมา เพราะธุรกิจได้รับผลกระทบสะสม รัฐบาลพึ่งเปิดภูเก็ต อาจส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว และประชาชนยังคงมีรายได้

ด้าน รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าจังหวัดต่างๆ ดูจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกอย่างแย่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ทุกจังหวัดนิ่งสนิท ส่วนการจ้างงานก็แย่เกือบร้อยละ 91 ซึ่งสัญญาณถดถอยของเศรษฐกิจ ปกติแล้วจะเริ่มที่ภาคการเงินเริ่มงดปล่อยสินเชื่อ ตามด้วยภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง จากนั้นจึงจะเป็นการงดให้แรงงานทำงาน ซึ่งเศรษฐกิจไทยตอนนี้มาถึงปราการด่านสุดท้ายแล้ว นอกจากนี้ อีก 6 เดือนข้างหน้า หอการค้าจังหวัดต่างๆ ก็ไม่ได้มองว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในเดือน ม.ค. 2562 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ดัชนีลดต่ำลงที่สุด หรือในรอบ 30 เดือน และให้สังเกตว่าคนจะตอบ 4 เรื่องคือ 1.กำลังซื้อหดหาย 2.ธุรกิจขาดสภาพคล่อง 3.คนงานเริ่มถูกปลด อละ 4.หนี้ครัวเรือน และทั้งหมดนี้คือจุดเสี่ยงของเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องคำถามเกี่ยวกับการล็อกดาวน์ คงต้องยกให้การแพทย์เป็นผู้ตัดสินภายใต้ข้อมูลทั้งหมดว่าควรทำอย่างไร แต่สำหรับภาคธุรกิจนั้นบอกว่าหากล็อกดาวน์ในระดับเดียวกับปี 2563 หรือล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ช่วงปลายเดือน มี.ค.-ต้นเดือน พ.ค. 2563 นั้นภาคธุรกิจไม่เห็นด้วย

“เราคงไม่สามารถตัดสินได้ว่าการดำเนินการอย่างไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมเพราะเราไม่มีข้อมูลทางด้านการแพทย์ แต่ถามว่าคนที่กังวลคืออะไร คนจะกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งหมด ว่าตอนนี้ธุรกิจขาดสภาพคล่องแล้วก็มีโอกาสปิดกิจการ การตอบที่บอกว่าธุรกิจ 80% ของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบเชื่อว่าจะมีการปิดกิจการ เชื่อว่ามีการปลดคนงาน เชื่อว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง เชื่อว่าสภาพคล่องธุรกิจจะมีปัญหา คือทุกคนมองเรื่องเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้นโหมดนี้จึงเป็นโหมดที่ผูกพันกับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลจะปิดมันจะมีกลไกในการเยียวยาอย่างไร” รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

รศ.ดร.ธนวรรธน์ ยังกล่าวอีกว่า หากรัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์ในระดับเดียวกับปี 2563 ระบบเศรษฐกิจจะสูญเสียประมาณ 2.5-3 แสนล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในปีดังกล่าวมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิราว 9 แสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบร้อยละ 6.1 การล็อกดาวน์ 1 เดือนอาจทำให้เงินไหลออก 2.5-3 แสนล้านบาท จากที่ประเทศไทยมีการจับจ่ายใช้สอยราว 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน คาดว่าคนจะใช้จ่ายลดลงร้อยละ 33-50

ทั้งนี้ การล็อกดาวน์เต็มรูปแบบของปี 2563 จะอยู่ในเดือนเมษายน จากนั้นจึงมีการคลายล็อกไปทีละภาคส่วน ทำให้ความเสียหายโดยสุทธิตกอยู่ที่ 8-9 แสนล้านบาท ส่วนการล็อกดาวน์จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่ เช่น หากล็อกดาวน์ 14 วัน หรือ 1 เดือนแล้วคลายตัวลงกลับมาเปิดอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจเดินหน้าคึกคัก คนกลับมาเที่ยว บวกกับมีมาตรการอัดฉีดกระตุ้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะหยุดอยู่ทีเพียง 2-3 แสนล้านบาท อนึ่ง หากต้องล็อกดาวน์ขอให้ทำเฉพาะพื้นที่เสี่ยงจริงๆ ส่วนพื้นที่อื่นๆ ให้ใช้มาตรการควบคุมเท่าที่เหมาะสม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top