533.jpg
‘ปตท.’ ปรับวิสัยทัศน์มุ่ง ‘พลังงานอนาคต’ ชูกลยุทธ์ ‘3P’ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ‘Net Zero’

‘ปตท.’ ปรับวิสัยทัศน์มุ่ง ‘พลังงานอนาคต’ ชูกลยุทธ์ ‘3P’ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ‘Net Zero’

วันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Net Zero เป็นอีกหนึ่งคำที่กำลังมาแรงในสมัยนี้ เพราะหลังจากที่สภาพแวดล้อมเริ่มย่ำแย่ลง ผู้คนต่างค้นหาถึงสาเหตุ และวิธีป้องกัน แต่กลับได้คำตอบเดียวกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ทุกคนทั้งนั้น ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้นั้น ก็ต้องเริ่มจากตัวเราทุกคนเช่นเดียวกัน

เมื่อไม่นานมานี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เสริมพลังไทยสู่ความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ (Powering Thailand for Climate Resilience and Sustainability)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference: TCAC) “อนาคตไทย อนาคตโลก: โอกาสและความรับผิดชอบ (Our Future: Our Responsibility, Our Opportunity)”


โดย นายอรรถพล กล่าวว่า ทั้งในระดับประเทศและระดับบริษัท เริ่มมีการพูดถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ดังนั้น ปตท. เองก็ต้องปรับวิสัยทัศน์ ให้เข้ากับบริบทใหม่นี้เช่นกัน โดยใช้คำว่า “ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต (Powering Life with Future Energy and Beyond)” หมายถึงขับเคลื่อนให้ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลง อันรวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

ซึ่ง ปตท. เริ่มปรับการดำเนินธุรกิจไปสู่ทิศทางพลังงานแห่งอนาคต เช่น พลังงานทดแทน (Renewable Energy) แบตเตอรี่ (Energy Storage) ห่วงโซ่อุปทานของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Value Chain) รวมถึงพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero ได้ ทั้งนี้ ปตท. รวมถึงบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ จะมีการตั้งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ เพราะเข้าใจว่าองค์กรเล็กๆ อาจยังไม่มีความพร้อมทำได้ การที่องค์กรใหญ่ๆ สามารถทำได้เร็วก็สามารถดึงค่าเฉลี่ยในภาพรวมของประเทศขึ้นมาได้

นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า ปตท. จะสามารถไปถึงเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ได้ด้วยกลยุทธ์ “3P” ประกอบด้วย Pursuit of Lower Emissions อาทิ การดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) มีบริษัทในเครือ ปตท. คือ “ปตท.สผ.” บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหอก เริ่มทำโครงการนำร่องแล้ว ณ “แหล่งอาทิตย์” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เบิ้องต้นพบว่ากักเก็บได้ 1 ล้านตันคาร์บอน

การดักจับคาร์บอนและการนำมาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization : CCU) คาร์บอนสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตสารที่เป็นประโยชน์ได้หลายชนิด เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต เอทานอล นาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่ง ปตท. มีแผนลงทุน 4 โครงการ คาดว่าจะดำเนินการภายใน 2 - 3 ปีข้างหน้า การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) ปตท. ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานให้ได้ร้อยละ 0.5 ต่อปี

เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy in Operation) ในทุกบริษัทในเครือ ปตท. ตั้งเป้าลดให้ได้ 1 ล้านตันคาร์บอน และ พัฒนาการใช้พลังงานไฮโดรจน (Hydrogen) เริ่มมีโครงการหาทางนำใช้ควบคู่กับก๊าซธรรมชาติแล้ว คาดว่าจะใช้ได้ 1.2 แสนตัน/ปี Portfolio Transformation ปตท. วางเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2030 หรือ 2573 และปี 2050 หรือ 2593 โดยจะลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติลงเรื่อยๆ ไปตามลำดับ ส่วนพลังงานทดแทน ภายในปี 2030 จะลงทุนให้ได้ 2,000 เมกะวัตต์

“ถ่านหินจะลดมากที่สุด น้ำมันรองลงมา ก๊าซธรรมชาติถือว่าเป็นพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะกระโดดไปเป็นพลังงานทดแทน สำหรับ ปตท. พลังงานฟอสซิล ถ่านหินคือขายทิ้ง จริงๆ เพิ่งแจ้งตลาดไปว่าเราได้ขายธุรกิจถ่านหินออกไปจากพอร์ตของ ปตท. เรียบร้อยแล้ว น้ำมันโรงกลั่นก็จะไม่มีการขยาย ก๊าซธรรมชาติยังเป็นพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังต้องมีการขยายตัวอยู่เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่สะอาดที่สุดในบรรดาฟอสซิล” นายอรรถพล ระบุ

นายอรรถพล ยังกล่าวอีกว่า สุดท้ายคือ Partnership with Nature and Society ที่ผ่านมา ปตท. ปลูกป่ามาแล้วกว่า 1 ล้านไร่ ในพื้นที่ 54 จังหวัด จากนั้นได้ให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าไปศึกษาว่าป่าที่ปลูกนี้ให้อะไรบ้าง พบว่า สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.1 ล้านตัน/ปี และปล่อยออกซิเจนได้ 2 ล้านตัน/ปี นอกจากนั้นยังเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผู้คนในชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับป่าด้วย เช่น หาของป่า ใช้ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าได้ถึง 280 ล้านบาท/ปี

ยังมีวิทยากรท่านอื่นๆ ที่ร่วมเสวนาในเวทีนี้ อาทิ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวถึงความสำคัญของเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ชี้ชัด นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1850 หรือ 2393 เป็นต้นมา การปล่อยคาร์บอนก็เริ่มมากขึ้น ไล่จากประเทศในโลกตะวันตกไปยังประเทศกำลังพัฒนา

ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 2,500 กิกะตัน และหากปล่อยอีก 500 กิกะตัน อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ภัยธรรมชาติต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์จะสูญเสียไป ซึ่งหลายอย่างก็เริ่มส่งผลให้เห็นแล้ว เช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำท่วม ดินถล่ม คลื่นความร้อน หลายครั้งที่เกิดขึ้นเป็นระดับที่ไม่เคยเจอมาก่อน จึงตั้งเป้าว่า ในปี 2050 หรือ 2593 ทุกประเทศในโลกต้องช่วยกันควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึง เศรษฐกิจบีซีจี (BCG) อันประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Economy) ว่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีข้อได้เปรียบด้านฐานทรัพยากรชีวภาพ เศรษฐกิจชีวภาพจึงหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดนี้

ส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการทำให้ทรัพยากรใช้ได้หลายครั้ง ส่งผลให้เกิดความประหยัด และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป้าหมายคือการทำให้เกิดความยั่งยืน เช่น ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ส่วนของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) หรือการจัดประชุมและนิทรรศการ มีการคิดกันครบวงจรตั้งแต่การเดินทางของผู้ร่วมงาน อาหารการกิน โรงแรมที่พัก จะให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง หรือในภาคการเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์ จะทำสูตรอาหารอย่างไรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ การดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน-การดักจับคาร์บอนและการนำมาใช้ประโยชน์ (CCS-CCU) ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยก็กำลังวิจัยและพัฒนา การใช้พลังงานไฮโดรเจน การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในลักษณะแผงลอยน้ำ (Floating Solar) การผลิตพลังงานจากขยะอาหาร (Food Waste)

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงกลยุทธ์ “3S” ประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในการผลิต (Source Transformation) หันไปเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน เบื้องต้นพบ 9 เขื่อนทั่วประเทศที่มีศักยภาพ ดำเนินการนำร่องแล้ว 1 แห่ง คือ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 45 เมกะวัตต์ ใช้เนื้อที่ 450 ไร่ การทำงานเหมือนกับการติดตั้งบนพื้นดิน หรือโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) แต่ไม่ต้องไปรบกวนพื้นที่ของประชาชน เป็นต้น

2.การสร้างพื้นที่ดูดซับและกักเก็บคาร์บอน (Sink Co-creation) กฟผ. ทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าปลูกป่าเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านไร่ในระยะเวลา 10 ปี โดยป่านอกจากจะช่วยกักเก็บคาร์บอนแล้วยังเป็นประโยชน์กับชุมชนด้วย และ 3.ส่งเสริมความเข้าใจและการมีส่วนร่วม (Support Measures Mechanism) เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อรับรองมาตรฐานประหยัดพลังงานในเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทำกันมานานแล้ว และปัจจุบันยังมีการส่งเสริมฉลากประหยัดไฟในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วย เป็นต้น

สำหรับบทสรุปของการเสวนาในครั้งนี้ ไม่ว่าเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (2573) ก็ดี หรือเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 (2608) ก็ตาม จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน ประชาสังคม รวมถึงประชาชนในระดับปัจเจกที่ต้องตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดรับกับเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top