วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งบริบทปัจจุบันมีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงานของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับ การขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไปต้องสร้าง “สมดุล” ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวาง 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก และการผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยา
ทั้งนี้ ปตท. วางเป้าหมายยกระดับธุรกิจ LNG อย่างจริงจัง จากปริมาณการค้าในปัจจุบันราว 2 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2030 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันในปี 2035 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก โดยหัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือ การใช้โมเดล Asset Back อาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่าย LNG และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก
ในเชิงซัพพลาย ปตท. มุ่งพิจารณาการลงทุนในแหล่งผลิตสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ฝั่งดีมานด์จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ปตท.จะเสริมความมั่นคงพลังงาน ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยกลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน
โดยโครงการนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายสู่พื้นที่อื่นในอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพรวม 5-10 ล้านตันต่อปีในอนาคต
นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการกักเก็บจะใช้ทั้งหลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิต และชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) ซึ่งมีศักยภาพรองรับปริมาณคาร์บอนขนาดใหญ่ในระยะยาว หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขณะที่ ปตท. อยู่ระหว่างหารือกับญี่ปุ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและศึกษาโมเดลธุรกิจร่วมกัน ทั้งนี้แม้ภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค แต่ข้อจำกัดด้านกฎหมาย การอนุญาต และโครงสร้างแรงจูงใจ ยังเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่ คือ 1. การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพ ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า
2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษ และแรงจูงใจ ได้แก่ 2.1 การกำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว 2.2จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง 2.3เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
“ถ้ากลไกไม่ชัด เอกชนจะประเมินความเสี่ยงสูงและชะลอการลงทุน แต่ถ้ารัฐวางกรอบชัดเจน ไทยจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ทันที”นายคงกระพันกล่าว
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี