วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand 2025 : Opportunities, Challenges and the Future” ในงานมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ ประจำปี 2567 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวค่อนข้างต่ำมาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 10 ปี เห็นได้จากตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ 1.9% ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7% บวกลบคิดว่ามันควรจะมากกว่านี้ แต่มีน้ำท่วมเข้ามาแทรกส่วนปี’68 หากอยู่บนสิ่งที่เห็น การขยายตัวน่าจะได้ถึง 3% ซึ่งคิดว่า 3% มันเหมือนกับการอยู่ไปแบบไม่ได้มองว่าไทยมีศักยภาพอะไรบ้าง มีโอกาสอะไรบ้าง เราก็ยอมรับได้ แต่ก็คิดว่า มันควรจะขึ้นไปได้มากกว่านี้
ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย เคยอยู่ที่ประมาณ 70-80% ต่อจีดีพี ขณะที่ปัจจุบันขึ้นมา 90% กว่าต่อจีดีพี และปรับลดลงมาเหลือ 89% โดยตัวเลขที่ลดลงไม่ได้เป็นผลจากหนี้ครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นหรือลดลง แต่เพราะจีดีพีขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับสถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อทั้งประชาชนและภาคเอสเอ็มอี สะท้อนว่า คนที่เป็นกำลังของประเทศหนี้ท่วม ขณะที่หนี้ของรัฐบาลปัจจุบันอยู่ที่ 65-66% โดยรัฐบาลพยายามรักษาวินัยการเงินการคลังเพื่อไม่ให้หนี้สูงและมีกรอบไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี
ส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินั้น ปัจจุบันแม้จะมีความสนใจเข้ามาจำนวน แต่ทั้งนี้ต่างชาติที่ต้องการลงทุน ต้องการความยาวนาน การลงทุนสมัยใหม่นี้ หลายแสนล้านบาท การปักหลักฐานเขาจะมาอยู่กับไทยที่มีสัญญาเช่าที่นาน เช่น 99 ปี หากไม่มีสัญญาณให้เช่าขนาดนี้ โอกาสที่จะทำให้การลงทุนนั้นยากขึ้น
ขณะที่นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าในการเสวนาหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย โอกาส และความท้าทายในปี 2568” ว่า ปัญหาของไทยคือ หนี้ครัวเรือนที่มาเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย โดยต้องติดตามในช่วงก่อนสิ้นปี 2567 นี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนออกมาเพิ่มเติม ซึ่งหนี้ครัวเรือนส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจนอกระบบ และเป็นปัญหาใหญ่ โดยในปี 2568 นอกจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่มาเหนี่ยวรั้ง ซึ่งมองว่าตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต้องแก้ปัญหาให้ครบจุด
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่ดัชนีภาคการผลิตลดลงมาติดต่อกัน 6 ไตรมาส ล่าสุดเดือน ก.ย. 2567 ที่ผ่านมาติดลบ 1-2% และถูกกระทบจากสินค้านำเข้าราคาถูก เช่น สินค้าจากจีน ตัวเลขนำเข้าสูงขึ้น ช่วงที่ผ่านมาเพิ่มเกือบ 20% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมอยากให้ภาครัฐมีมาตรการป้องกันสินค้าจากต่างประเทศไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศไทย จนกระทบถึงภาคการผลิต และปัญหาอื่นคือเรื่องสังคมสูงวัย ที่กระทบต่อแรงงาน ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ
“ที่ผ่านมาความสามารถแข่งขันลดลง และช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยของจีดีพีไทยอยู่ที่ 1.92% ไม่ถึง 2% แต่ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านจีดีพีเติบโต 5-7% โดยแนวทางแก้ไขคือ ต้องปรับโครงสร้างการผลิต และอุตสาหกรรมทั้งหมด รวมทั้งสร้างวัตกรรม เรื่องพลังงานสะอาด BCG อุตสาหกรรมสีเขียว Climate change และ Net Zero ไทยเป็นประเทศพึ่งพาส่งออก แต่รายได้ไม่ได้มาก อาจเพียง 5% ของการส่งออกทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน เป็นฐานการผลิตและส่งออกไป”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี