วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการสายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)บัวหลวง หรือ BLS กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2568ว่าช่วงครึ่งปีแรกอาจไม่ค่อยสดใส เพราะยังมีความเสี่ยงหลายเรื่องที่อาจกระทบต่อการลงทุน เช่น ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รอบใหม่ หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 และกำลังจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในช่วงต้นปีหน้า รวมถึงเศรษฐกิจของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ สหรัฐฯ และจีน มีแนวโน้มอัตราเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ช่วงครึ่งปีหลังอาจเริ่มเห็นตลาดหุ้นฟื้นตัวหนุนโดยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่อาจไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น โดยรับอานิสงส์ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือนธันวาคมนี้และปรับลดลงอีก 1% ในปี 2568 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับ 3.25% ในปี 2568 ส่วนดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสปรับลดลงได้เต็มที่ไม่เกิน 2 ครั้ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรัฐบาลทั่วโลกจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
“ทีมวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2568 ที่ระดับ 1,485 จุด และคาดการณ์กำไรบจ. (EPS) ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น แต่หากมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยของไทยและต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และการลงทุนของภาครัฐมาตามนัดอาจหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้อีกประมาณ 100 จุด หรือกรณี Bull case เรามองตลาดหุ้นไทยไปได้มากสุดที่ 1,585 จุด ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้คาดหวังการลงทุนภาครัฐมากนัก แต่หากการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ทำได้จริงอาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงส่งผลบวกต่อภาคการก่อสร้างและการจ้างงานภายในประเทศ” นายชัยพร กล่าว
กลยุทธ์การลงทุนในปี 2568 ท่ามกลางความผันผวน แนะนำนักลงทุนเน้นทำ Asset Allocation กระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้เป็นหลัก ที่เหลือให้น้ำหนักในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ สัดส่วนราว 20% (ทีมวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง จะปรับมุมมองการลงทุนอีกครั้งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568) โดยให้เน้นลงทุนใน “หุ้นกลุ่มปลอดภัย”ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอตัวลงต่อเนื่องและปรับตัวต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 เช่น กลุ่ม Commerce ที่เน้นการบริโภคและการใช้จ่ายประจำวัน กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มท่องเที่ยว
นักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนในกลุ่ม Auto เหตุจากธนาคารและไฟแนนซ์ยังคุมเข้มเรื่องการปล่อยกู้ และการเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนการลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมีตอนนี้ภาพรวมยังไม่ค่อยดีนัก ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน ประกอบกับบริษัทในเอเชียมีการขยายกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่ออัตราการทำกำไรของบริษัทในธุรกิจนี้ ซึ่งในปี 2567 บางบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากการทำรายการบัญชีพิเศษจนฉุดงบการเงิน ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 2568 อาจอยู่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังกำลังการผลิตและดีมานด์ปรับตัวลดลง โดยภาพรวมแล้วกลุ่มพลังงานและกลุ่มโรงกลั่นน่าจะออกมาดีกว่ากลุ่มปิโตรเคมี
“ตลาดหุ้นที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นในปีหน้า การสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ทางเลือกถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนประมาณ 6-10% ต่อปีส่วนผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการลงทุน เราเแนะนำเครื่องมือช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างยั่งยืนด้วยการออมหุ้นอัตโนมัติผ่านกลยุทธ์ DCAMIXB-Aและการจัดพอร์ตกองทุนรวมแบบอัตโนมัติ (Auto Top Funds Portfolio) ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” นายชัยพร กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี