วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และ หอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายทรัมป์2.0 ว่า ทั้งรัฐบาลและธุรกิจเอกชนไทย ทราบดีถึงนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ที่นำนโยบาย “America First”เน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯและช่วงการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่สอง ยังมีการประกาศนโยบายและมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งช่วงที่ผ่านมา มีการประเมินความเสี่ยงและได้หารือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนกันแล้วในเบื้องต้น ทั้งนี้ มองว่านโยบายของ ทรัมป์ 2.0 จะมีทั้งผลบวกและลบที่จะเกิดขึ้นในไทย แต่ก็ยังมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น จะเกิดการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน เพื่อต้องการหาตลาดทดแทนในการส่งออก ซึ่งประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าว อาทิ การเข้ามาตีตลาดรถไฟฟ้าของจีน เป็นต้น ขณะที่ผลกระทบอีกด้านในรูปแบบของกำลังซื้อที่เกิดจากนโยบายการขึ้นกำแพงภาษี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะมีการพิจารณาอย่างไร ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งภาคการส่งออก และสินค้ารายเซกเตอร์ ที่อาจถูกทรัมป์จับตามากขึ้น ดังนั้น ไทยอาจโดนสองเด้ง ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้า และไทยอาจถูกบังคับให้นำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น เหล่านี้จะกระทบต่อความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทย โดยปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐอันดับ 1 ที่ 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทย
“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ มากกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท เทียบในอาเซียน ไทยเป็นรองเวียดนาม ที่เกินดุลมากที่สุดสิ่งนี้ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มุ่งลดการขาดดุลกับประเทศคู่ค้า แต่จริงๆ แล้วที่เราเกินดุลส่วนหนึ่งมาจากบริษัทสหรัฐที่มาตั้งอยู่ในประเทศไทยด้วย เอกชนเราย้ำมาตลอด” นายสนั่นกล่าว
นายสนั่นกล่าวว่า หอการค้าไทย จึงเสนอให้ภาคเอกชน เป็นตัวแทนในทีมเจรจาที่รัฐบาลจัดตั้งเพื่อรับมือผลกระทบต่างๆ เพราะเอกชนเป็นผู้ที่อยู่ในสนามการค้าโดยตรง มีข้อมูลเชิงลึก สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้รัฐบาลใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือ พร้อมเจรจาต่อรองในสินค้าอื่นด้วย และเอกชนไทยเอง ก็มีการลงทุนในสหรัฐด้วย หากนำเอกชนมาช่วยให้ข้อมูลในทีมเจรจาจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐแน่นอน และแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ทั้งนี้ จากการพิจารณามาตรการของสหรัฐฯ ทีมเจรจาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐ และส่วนหนึ่งก็มีผลต่อตัวเลขการส่งออกทางอ้อมของไทย อีกทั้ง ทีมเจรจาควรจะมีการพิจารณาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์
“ภาคเอกชนที่ควรมีตัวแทนในทีมเจรจา ควรอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินค้าส่งออกหลัก เช่น อาหารและเกษตรกรรม อัญมณี ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีนำเข้า หรือกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น(non-tariff barriers) จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคนี้เป็นหลัก” นายสนั่นกล่าว
อนึ่ง ก่อนหน้านายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าไทยที่มีความเสี่ยงอาจถูกสหรัฐฯ พิจารณาใช้มาตรการทางภาษีมีประมาณ 29 กลุ่มสินค้า เนื่องจากพบสถิติการค้าที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับไทยมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา(ปี’61-66) เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, เครื่องโทรศัพท์มือถือ, ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำแบบไวแสง (โซลาร์เซลล์), ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่, หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องพิมพ์ที่ป้อนกระดาษเป็นม้วน, เครื่องส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์, วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณและส่วนประกอบ
นอกจากนี้ ยังมีรายการกลุ่มสินค้าอื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยงโดนเก็บภาษีเช่นกัน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าตู้เย็นตู้แช่แข็ง เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์จากไม้ รวมถึงสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปบางรายการ อาทิ ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง ขนมหวานที่ไม่มีส่วนผสมจากโกโก้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี