533.jpg
สนค.จับมือมธ.ระดมสมอง  จัดทำแผนยกระดับแข่งขันอุตฯยานยนต์

สนค.จับมือมธ.ระดมสมอง จัดทำแผนยกระดับแข่งขันอุตฯยานยนต์

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เดินหน้าโครงการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดการประชุมระดมสมอง(Focus Group) แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์     

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้จับมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมระดมสมอง(Focus Group) เรื่อง “การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์”ร่วมกับภาคเอกชน อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมสมองกลฝังตัวไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อจัดทำแผนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งดั้งเดิมและอนาคต เพื่อให้ไทยยังคงมีขีดความสามารถในการส่งออกได้ต่อไป


ทั้งนี้เนื่องจากไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การค้าที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน จากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านการผลิตภายในประเทศ และปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รวมทั้งการตอบโต้จากจีน ที่มีแนวโน้มจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิต การลงทุน และการส่งออกของหลายประเทศทั่วโลก

โดยการจัดกิจกรรมระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในครั้งนี้ ได้รับข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมทั้งในประเด็นแนวทางในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ความกังวลและข้อจำกัดของการพัฒนาในมิติต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐในการสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตและการกระจายตลาดส่งออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า โครงการศึกษานี้ ได้มีการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกของภาพรวมโครงสร้างการส่งออกและศักยภาพของสินค้าส่งออกที่สำคัญ และการวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพและประเมินผลทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการยกระดับการส่งออกผ่านการผลักดัน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมศักยภาพ คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่รอบด้าน จะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงจากการประชุมระดมสมองทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา นำมาพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับโครงสร้างและยกระดับภาคการส่งออกของไทย สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ใช้ประโยชน์ เพื่อประกอบการตัดสินใจวางกลยุทธ์เปลี่ยนผ่านการผลิตกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพที่ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของในโลกอนาคตต่อไป เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าการส่งออก 1.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และคิดเป็น 5.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)  ปี 2567

“สนค.และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาคการส่งออก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงเห็นว่าการร่วมกันระดมสมองเพื่อกำหนดหรือหาแนวทางการปรับตัวของภาคการส่งออก เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนในมิติต่างๆ ผ่านการผลักดันสินค้าส่งออกศักยภาพใหม่ๆที่มีโอกาสทางการตลาด และมีมูลค่าเพิ่มสูง จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเพิ่มขีดความสามารถของภาคการส่งออกไทย”นายพูนพงษ์ กล่าว

 

 

                

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top