533.jpg
สนค. หนุนผู้ประกอบการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

สนค. หนุนผู้ประกอบการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.08 น.

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Presedence Research  ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วโลกมีมูลค่า 34,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 37,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 โดยในช่วงปี 2568-2577 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9.08 ต่อปี จนมีมูลค่าสูงถึง 81,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2577 แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internetof Things: IoT) ที่ช่วยสนับสนุนการสร้างเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ซับซ้อนให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ต้องการควบคุมและสั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยอินเทอร์เน็ต เนื่องจากให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 3 อันดับแรกของโลกในปี 2567 คือ (1) เอเชียแปซิฟิก สัดส่วนร้อยละ 42 เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ชาวเอเชียมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องฟอกอากาศ (2) อเมริกาเหนือ สัดส่วนร้อยละ 25 มาจากการสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) และ (3) ยุโรป สัดส่วนร้อยละ 21 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หลอดไฟ ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ


อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลกต่างผลักดันการพัฒนานวัตกรรมและสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อาทิ ญี่ปุ่น ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบ Home Energy Management System (HEMS) ซึ่งใช้ระบบ IoT ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถวิเคราะห์และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริษัท SHARP พัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ในครัวอัจฉริยะให้สามารถสั่งการด้วยเสียงควบคู่กับระบบผู้ช่วยเสมือน ซึ่งยกระดับการทำอาหารให้มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น สหรัฐอเมริกา มีโครงการ State Energy Program (SEP) สำหรับให้เงินทุนแก่รัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริษัท iRobot คิดค้นเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ใช้พลังงานน้อยและมีชิ้นส่วนที่รีไซเคิลได้ เยอรมนี ออกกฎหมาย German Buildings Energy Act

ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร และสนับสนุนภาคครัวเรือนในการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับบริษัท BOSCH คิดค้นนวัตกรรมระบบจ่ายน้ำยาซักผ้าอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งน้ำและน้ำยาซักผ้า

สำหรับประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยกระทรวงพลังงานได้ออกแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan : EEP) ส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น IoT Big Data และ AI ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ในอาเซียนภายในปี 2570 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย มุ่งเน้นการส่งออกในกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี พร้อมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดและขยายโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนข้อมูลทางการค้าและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก

ผอ.สนค. กล่าวว่า จากแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาของเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ และ AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ส่งผลให้ไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยอาจนำนโยบายของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงควรสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การวิจัยพัฒนา และการพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของไทย

- 030 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top