วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
ก.อุตฯ ผนึก กทม. ควบคุมฝุ่น PM2.5 ยกระดับมาตรการสร้างอากาศสะอาดควบคู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ มุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ "อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี" ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วง high season ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร ดำเนินมาตรการจัดการมลพิษทางอากากาศมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งมีปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง การตรวจกำกับโรงงานด้านฝุ่นละอองเชิงรุก รวมถึงให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช่วง high season ของปี 2568-2569 มีคุณภาพอากาศที่ที่ที่ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ ในปีนี้ กระทรวงฯ และ กทม. ตอกย้ำความร่วมมือการเป็นพันธมิตรภาคีเครือข่ายที่เหนียวแน่น ร่วมกันยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศไปอีกขั้น โดยในส่วนของ กระทรวงฯ ได้กำหนด 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ดังนี้
1. อัพเกรดการกำกับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองในปัจจุบัน กระทรวงฯ จึงยกระดับมาตรฐานค่า Emissionมลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยโรงงานในกรุงเทพฯ ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%)ก๊าซชัลเฟอร์ใดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 9196) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วน ในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%)
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังได้อัพเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลาผ่านฟรีแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) โดย กระทรวงฯได้ดำเนินมาตรการดังกล่าวผ่านการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ กระทรวงฯ มียังมาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคม อุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไถการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯ เป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมฯ มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมฯ และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของ กระทรวงฯ เป็นต้น
2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 แล้วกับรถยนต์
ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนชิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
3. ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ "อ้อยไทย ไร้เผา" สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรทั้งการอุดหนุนการตัดอ้อยสดและการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล รวมถึงเป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไร้ฝันควัน
นอกจากนี้ เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่นๆ ในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการแก้ไขปัญหา โดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการ
เก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ "อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี' เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง High Season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน" นายณัฐพลกล่าว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา PM25 จากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ "นักสืบฝุ่น" ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เมืองในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.ด้านยานพาหนะและการจราจร ได้ทำการยกระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมดำเนินโครงการ Green List Plus เพื่อส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์ และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควันดำ หากพบไม่ผ่านมาตรฐานจะสั่งห้ามใช้รถทันที 2.ด้านการกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจกำกับโรงงานเชิงรุกและตรวจสอบรถที่ใช้งานในพื้นพื้นที่ก่อสร้าง แพลนท์ปูน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time จากปล่องโรงงานมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3.ด้านการจัดการพื้นที่ต้นลม โดยประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการเผาชีวมวลในจุดเสียง และสนับสนุนทางเลือกแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจงใจให้เกษตรกร และ 4.การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้าจัดทำ "ห้องปลอดฝุ่น" ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน รวมถึงใช้มาตรการ Work from Home (WFH) ในช่วงสถานการณ์วิกฤตเพื่อลดฝุ่นจากการเดินทาง
"ผมขอขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมมือกันกำกับดูแลแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพระหว่าง กทม. และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดหวังให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืนต่อไป" นายชัชชาติกล่าว
- 030
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี