CATT กางแผนปี’69 จ่อยกเลิกประกาศฯอายุเครื่องบิน ดันไทยศูนย์กลางการบิน

CATT กางแผนปี’69 จ่อยกเลิกประกาศฯอายุเครื่องบิน ดันไทยศูนย์กลางการบิน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CATT) เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินในปี 2569 มีการเติบโตแน่นอน โดยดูจากสถิติที่มา รวมถึงเครื่องที่สายการบินแจ้ง ที่ว่าขอทำการบินแล้ว กว่า 10 เครื่อง และคาดว่ารายได้จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นซึ่งหากเทียบจำนวนผู้โดยสารก่อนโควิด มีการปรับเพิ่มสูงกว่า รวมถึงอัตราการเติบโตสูงกว่าจีดีพี รวมทั้งหากมองภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน ในระยะ 5 ปี คาดว่าจะเครื่องบินในประเทศจำนวน 120 ลำ และนักบินที่จะต้องมีเพิ่มขึ้นถึง 2,400 คน ใน มีการณ์คาดการณ์ไว้ว่าในภูมิเอเชียจะมีจำนวนเครื่องบิน ราว 200 ลำ และมีจำนวนนักบินที่จะต้องรองรับจำนวนการบินถึง 4,000 คน รวมถึงถึงบุคลากรทางการบินและ อื่นอีกกว่า 10,000 คน

 


อย่างไรก็ดีในเดือน ก.พ.2569 เตรียมออกประกาศ ยกเลิก อายุอากาศยาน จากปัจจุบันที่ใช้ข้อกำหนดอายุสูงสุดของอากาศยานที่สามารถนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยได้ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของสายการบินไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินใหม่จากผู้ผลิตรายใหญ่ ตามข้อกำหนดเดิมของไทย อากาศยานแต่ละประเภทมีอายุสูงสุดที่สามารถนำเข้าได้ คือ เฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน 5 ปี, เครื่องบินโดยสารไม่เกิน 16 ปี และเครื่องบินขนส่งสินค้าไม่เกิน 22 ปี ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้สายการบินไทยสูญเสียโอกาสในการจัดหาเครื่องบินเพื่อเช่าที่ยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานได้อีกหลายปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้

“กพท. จึงเสนอแนวทางใหม่ ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยาน และหันมาใช้การตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้ โดยอากาศยานที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยและพร้อมให้บริการจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าใช้งานได้ โดยไม่จำกัดอายุ” พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับแนวทางใหม่นี้สะท้อนความจริงทางเทคโนโลยีการบินยุคใหม่ ซึ่งเครื่องบินรุ่นปัจจุบันสามารถมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30-40 ปี หากได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ ก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาเครื่องบินได้คล่องตัวขึ้นทันที

นอกจากนี้ กพท.มีแนวคิดขยายศักยภาพสนามบินนานาชาติภูเก็ต ผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กับภาคเอกชน โดยเตรียมนำที่ดินเอกชนราว 500 ไร่ บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบินมาพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และอาคารผู้โดยสารเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของลานจอดอากาศยาน ซึ่งปัจจุบันเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งที่ภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางหลักของประเทศ โดยหากสามารถเชื่อมต่อพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับรันเวย์ได้ จะช่วยเพิ่มจำนวนหลุมจอดและยกระดับขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้สูงถึงราว 2 เท่า จากปัจจุบัน

ทั้งนี้ การอนุญาตจัดตั้งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินในส่วนสนามบินและศูนย์ MRO อยู่ภายใต้อำนาจของ กพท. โดยตรง ขณะที่รูปแบบความร่วมมือเชิงพาณิชย์ระหว่าง AOT กับภาคเอกชน อาจต้องพิจารณาตามกรอบนโยบายของรัฐ และในบางกรณีอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนหลัก และเปิดกว้างให้ AOT เข้ามามีส่วนร่วมบนหลักการแบ่งปันผลประโยชน์แบบ “วิน-วิน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสนามบิน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะเร่งด่วน

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กพท. จะมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทยศูนย์กลางบินอย่างยืน โดยกพท.เน้นการเนินการต่อเนื่องจากปี 2568 ในการผลักดัน Aviation Hub (ศูนย์กลางการบิน) ซึ่งภายในปีนี้จะเร่งผลักดันให้เห็นชัดเจน โดยการร่วมมือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ผลักดันให้ประเทศไทยเกิด Aviation Hub ผ่านการยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินหลักอื่นๆ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะด้วยเทียบเท่าสากล เพื่อดึงดูดเที่ยวบินเปลี่ยนถ่าย (Transfer) และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อการบินในภูมิภาคเอเชีย.

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศแผนแม่บท ของ AOT ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ AOT เตรียมประกาศแผนฯและเริ่มความชัดเจนได้ ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ตามเป้าหมายจะส่งเสริม MRO ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ท่าอากาศยานของไทย เพื่อรองรับการให้บริการสายการบินที่เข้ามาใช้บริการท่าอากาศยาน สามารถตรวจเช็คหรือซ่อมบำรุงอากาศยานได้ทันที

ทั้งนี้โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันถือเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศและมีสายการบินเข้ามาใช้บริการแต่ละวันจำนวนมาก แต่พบว่ายังไม่มีศูนย์ซ่อมอากาศยานเพื่อให้บริการ ดังนั้น กพท.ต้องการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนี้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาล

ขณะเดียวกัน กพท.ยังเตรียมที่จะกำลังเร่งพัฒนากฎหมายและระบบนิเวศโดรนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม โดรนเพื่อการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยร่วมกับ NT พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เน้นความปลอดภัย มีการสาธิตการบินจริงเพื่อขนส่งเวชภัณฑ์และสินค้าเกษตร และวางแผนออก พ.ร.บ. โดรนขนส่งภายในปี 2569 พร้อมพัฒนาระบบออนไลน์ (UAS Portal) และหลักสูตรอบรมบุคลากร เพื่อให้การใช้โดรนเชิงพาณิชย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย และในสัปดาห์หน้าเตรียมที่จะเข้าประชุมร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการใช้คลื่นความถี่สำหรับโดรน

-031

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top