วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ของไทยเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 100.19 ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 100.47 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ลดลง 0.49% และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9
โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก รวมถึงการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงต่อเนื่องจากการแข่งขันด้านการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตามหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 1.53% จากราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูปที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่สินค้าและบริการในหมวดอื่นส่งผลต่อเงินเฟ้อโดยรวมไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยซึ่งลดลง 0.49% อยู่ในอันดับที่ 7 ต่ำสุด จากทั้งหมด 132 เขตเศรษฐกิจที่มีการรายงานตัวเลข และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศที่ประกาศข้อมูล ได้แก่ บรูไน ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว
ในรายละเอียดด้านโครงสร้างราคา หมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับลดลง 1.43% จากราคาพลังงานเป็นหลัก รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล รถยนต์ ค่าน้ำประปา สินค้าเกี่ยวกับการทำความสะอาด และเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่ยังมีบางรายการปรับสูงขึ้น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทางท่องเที่ยว ค่ารถไฟฟ้า ค่าแต่งผม และอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ปรับสูงขึ้น มาจากราคาผักสด อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม กาแฟ ปลาและสัตว์น้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำตาล แม้จะมีสินค้าบางรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช และเครื่องปรุงบางชนิด
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ 0.59% ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธันวาคมเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.04% จากการเพิ่มขึ้นของหมวดอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะผักสดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในบางพื้นที่ รวมถึงเนื้อสัตว์และอาหารพร้อมรับประทานในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปลายปี
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 ดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ยลดลง 0.14% เมื่อเทียบกับปี 2567 จากราคาพลังงานและมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ รวมถึงราคาผักและผลไม้ที่ลดลงจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แม้ยังมีสินค้าบางกลุ่ม เช่น อาหารสำเร็จรูป ปลาและสัตว์น้ำ ที่ราคาปรับสูงขึ้น โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อปรับลดลง 0.52% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยดัชนีราคาผู้บริโภคปี 2568 ที่ลดลงนั้น เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสแรกของปี 2569 จะยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.0% จากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำและอุปสงค์ทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแรงในช่วงก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดีในระยะถัดไปมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ขณะที่ทั้งปี 2569 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วง 0.0-1.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี