‘ศุภจี’ถกทูตญี่ปุ่น ดันซื้อข้าว-ลงทุนอุตฯอนาคต

‘ศุภจี’ถกทูตญี่ปุ่น ดันซื้อข้าว-ลงทุนอุตฯอนาคต

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้พบหารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเสนอทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต

นางศุภจี กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย ทั้ง 2 ประเทศมีสินค้าศักยภาพที่มีความเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน โดยตนได้แสดงความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงสำหรับญี่ปุ่น อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋อง และได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตต่อไทยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ได้ขอให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นช่วยประสาน trading firm สัญชาติญี่ปุ่นในไทย (กลุ่ม Sogo Shosha) ช่วยกระจายสินค้าไทยไปยังเครือข่ายของบริษัทที่มีทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก


“ในด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเกือบ 6,000 ราย ตนจึงได้เชิญชวนนักลงทุนและสตาร์ทอัพญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ รวมทั้งให้เชิญชวนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจนสำหรับประเทศเขตร้อนด้วย” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันที่เรียกว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ฯภายใต้ JTEPA ในปีนี้ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปีแล้ว ตนจึงได้เสนอให้ทั้ง 2 ฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงให้ทันสมัย สอดรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน

ในการหารือครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายสนับสนุนให้จัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้นักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการเพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3ของไทย รองจากจีนและสหรัฐ การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,010.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 23,285.90ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,724.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 การค้า 2 ฝ่ายมีมูลค่ารวม 48,782.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 21,659.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 27,123.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกลเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และ เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top