LH กางแผนปี 69 ตั้งเป้าปั้นยอดขาย 1.5 หมื่นล้านบาท

LH กางแผนปี 69 ตั้งเป้าปั้นยอดขาย 1.5 หมื่นล้านบาท

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจปีใน 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย (Bookings) ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและบริการตั้งเป้าไว้ที่ 9,900 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรงต่อเนื่องจากปีก่อน

บริษัทประเมินภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 จากข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่าจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรับลดลงราว 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านแนวราบลดลง 13% และคอนโดมิเนียมลดลงถึง 21% สะท้อนอุปสงค์ในตลาดที่ยังซบเซา ขณะที่ฝั่งอุปทาน ข้อมูลจาก AREA ระบุว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ในปี 2568 ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน จากการชะลอเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการเกือบทุกเซกเมนต์


สำหรับตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่จะลดลงกว่า 40% จากปีก่อน แต่ยังคงมีอุปทานสูงกว่าความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ซึ่งเริ่มฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 อย่างไรก็ดี ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมโดยรวมยังมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

โดยในปี 2568 บริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากโครงการแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ สูงถึงประมาณ 87% ของยอดขายรวม ส่วนคอนโดมิเนียมคิดเป็นราว 13% ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในช่วงครึ่งปีแรกจากเหตุแผ่นดินไหว แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดย ณ สิ้นปี บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการแนวราบมูลค่ารวมกว่า 65,000 ล้านบาท พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นตลาดหลัก สร้างยอดขายคิดเป็นสัดส่วนราว 86% ของยอดขายทั้งหมด และเกือบ 60% เป็นบ้านระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท

ตลอดปี 2568 บริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 3 โครงการ มูลค่ารวม 8,960 ล้านบาท ลดลงถึง 70% จากปีก่อน และเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด โดยมีการเลื่อนเปิดโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท ไปเป็นปี 2569 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้ลงทุนซื้อที่ดินใหม่เพิ่มเติมในปีที่ผ่านมา โดยมั่นใจว่ายังมีแลนด์แบงก์เพียงพอรองรับการพัฒนาในระยะถัดไป

นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฐานะการเงินยังคงมีความแข็งแกร่งจากการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โดยในปี 2568 ได้ออกหุ้นกู้รวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2–3 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อนำไปชำระหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ณ สิ้นปี บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 64,000 ล้านบาท อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ราว 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ บริษัทมีโครงการภายใต้การบริหารรวม 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์แล้ว 6 แห่ง) อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง รวมถึงอะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจให้เช่าในปี 2568 คาดว่าจะลดลงราว 12% จากปีก่อน จากผลกระทบภาคการท่องเที่ยวและการขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทรัสต์และในต่างประเทศ แม้จะมีการเปิดโรงแรมใหม่ในประเทศเร็วกว่ากำหนด 2 แห่ง คือ Grande Centre Point Lumphini และ Grande Centre Point Prestige ช่วยชดเชยรายได้บางส่วน

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการส่งออกที่ชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความเข้มงวดด้านสินเชื่อจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยว การเปิดเส้นทางบินใหม่ และเสถียรภาพทางการเมืองที่มีแนวโน้มดีขึ้น บริษัทจึงวางแผนเปิดโครงการใหม่ระดับกลาง–บน 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,660 ล้านบาท พร้อมตั้งงบลงทุนรวม 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนธุรกิจให้เช่า 2,500 ล้านบาท ควบคู่แผนลดระดับสินค้าคงเหลือและหนี้สินต่อทุน

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดโรงแรม Grande Centre Point Voyage ที่พัทยาในเดือนตุลาคม 2569 และมีแผนขายทรัพย์สินบางส่วนทั้งในประเทศและสหรัฐอเมริกาเข้ากองทรัสต์ รวมถึงเตรียมออกหุ้นกู้ใหม่ราว 15,000 ล้านบาทเพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนจะลดลงมาอยู่ใกล้ระดับ 1 เท่า สะท้อนทิศทางการบริหารธุรกิจอย่างระมัดระวังและเน้นความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป

-031

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top