วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มี 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% เงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67% นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ 2.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ 3.ยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ 4.เกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ และ 5.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396 ล้านบาท 267 โครงการ
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น% 66 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ 2.ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ 3.จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ 4.ญี่ปุ่น 119,098 ล้านบาท 311 โครงการ 5.สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ 6.สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ
7.ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ 8.เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ 9.ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ และ 10.สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท 10 โครงการ ทั้งนี้การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
“โครงการที่ได้รับการส่งเสริมปี 2568 จะจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่ม 2.2 แสนคน ใช้วัตถุดิบในประเทศ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นายนฤตม์ กล่าว
นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มการลงทุนปี 2569 จะยังเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 จาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ 2.การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 3.เทรนด์โลกเกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4.การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วย ทำให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และ 5.นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย
ส่วนภารกิจสำคัญของบีโอไอ ปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน เน้น 5 ภารกิจ คือ 1.ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ชีวภาพ , ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ , เซมิคอนดักเตอร์ , ดิจิทัลและAI เป็นต้น 2.พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3.ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก
4.เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยบีโอไอ จะเดินหน้าจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย รวมทั้งมาตรการด้านสิทธิ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และ 5.อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก 16 โครงการ เงินลงทุน 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไอจะเดินหน้าปลดล็อคอุปสรรคการลงทุน ต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี