วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 และปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คาดว่าปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี จากคาดการณ์ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5 เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยไตรมาส 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยได้รับปัจจัยจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่กระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวร้อยละ 3.3 จากคาดการณ์ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6
ภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด มูลค่าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 จากคาดการณ์ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0 มาจากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น ส่วน “อัตราเงินเฟ้อทั่วไป” อยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี จากคาดการณ์ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 แม้ภาคส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังประคองตัวได้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 จากช่วงคาดการณ์ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5 เป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568
อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการ โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 จากคาดการณ์ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0 และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 จากคาดการณ์ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7 จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 จากคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2 เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี จากคาดการณ์ร้อยละ -0.2 ถึง 0.8 ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน โดยยังติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด เช่น 1.ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะนโยบายกีดกันการค้าและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันภาคส่งออก 2.ความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 จากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจกระทบการลงทุนภาครัฐช่วงต้นปี 3.ความเปราะบางด้านการเงินในประเทศ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของลงทุนภาคเอกชน และ 4.ความต่อเนื่องและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี