‘ทรู’เข้าพบ‘ผบ.ตร.’สนับสนุนมาตรการปราบแก๊งคอลฯ คุมเข้มสัญญาณเน็ตชายแดน-ลงทะเบียนซิม

‘ทรู’เข้าพบ‘ผบ.ตร.’สนับสนุนมาตรการปราบแก๊งคอลฯ คุมเข้มสัญญาณเน็ตชายแดน-ลงทะเบียนซิม

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

‘ทรู’เข้าพบ‘ผบ.ตร.’สนับสนุนมาตรการปราบแก๊งคอลฯ คุมเข้มสัญญาณเน็ตชายแดน-ลงทะเบียนซิม

ทรู คอร์ปอเรชั่น สนับสนุนมาตรการตำรวจแห่งชาติยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ร่วมมือตัดวงจรฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ชูมาตรการเหล็กตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและมือถือบริเวณรอยต่อชายแดนแบบเด็ดขาด 100% ทั้ง กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ป้องกันการลักลอบใช้ พร้อมนำเทคโนโลยี AI คุมเข้มการลงทะเบียนซิม และนำ "ทรูไซเบอร์เซฟ" ระบบ AI ป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติดูแลลูกค้าทรูและดีแทคให้ปลอดภัยจากภัยออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 คณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดย นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม พร้อมด้วย นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ ได้เข้าพบกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ดูแลศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เพื่อร่วมกันวางโรดแมปตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ข้ามพรมแดนด้วยข้อมูลเชิงลึกและทำภารกิจร่วมมือกันเพื่อป้องกันภัยสแกมเมอร์

จากการเปิดเผยข้อมูลสถิติของศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ (Thai Police Online) พบว่าสถานการณ์ภัยออนไลน์มีคดีใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยสูงถึงวันละกว่า 1,000 เคส สร้างมูลค่าความเสียหายต่อประชาชนไทยรวมกว่า 80 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์นี้ถือเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่มีความสลับซับซ้อน โดยมีฐานปฏิบัติการหลักของมิจฉาชีพ (Scam Compounds) ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ซึ่งคาดว่ามีจำนวนรวมกันหลายร้อยแห่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงได้แสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลด้วยการ "ตัดวงจรการสื่อสาร" ทั้งในส่วนของอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์และสัญญาณมือถือบริเวณแนวชายแดนอย่างเด็ดขาด 100% เพื่อทำลายช่องทางการเชื่อมต่อของมิจฉาชีพสู่ประชาชนในประเทศไทย

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการข้อมูลเชิงลึกร่วมกันเพื่อตัดวงจร “รังสแกมเมอร์” หรือฐานปฏิบัติการกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ใช้เป็นฐานเชื่อมต่อหลอกลวงประชาชนไทย พร้อมตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังมิจฉาชีพและตรวจจับและทลายเครือข่ายที่ใช้อุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ (Simbox) รวมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมการโทรหรือส่ง SMS ที่ผิดปกติด้วยระบบ AI เพื่อหยุดยั้งการหลอกลวงก่อนจะถึงตัวประชาชน นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังได้ปฏิบัติตามมาตรการของ กสทช. อย่างเคร่งครัดในการควบคุมเสาสัญญาณตามแนวชายแดนในจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันการลักลอบใช้งานข้ามพรมแดนอย่างเด็ดขาด

นอกจากความร่วมมือเชิงรุกในการสนับสนุนการ “ปราบปราม” มิจฉาชีพแล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังให้ความสำคัญกับการ "ป้องกัน" โดยได้ยกระดับความเข้มงวดในกระบวนการขายและลงทะเบียนซิมมือถือ โดยนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาตรวจสอบความเสี่ยงของการลงทะเบียนซิม เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าผ่านบริการ "ทรูไซเบอร์เซฟ" (True CyberSafe) ซึ่งเป็นระบบปกป้องความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติสำหรับลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมาย ระบบนี้จะทำหน้าที่บล็อกลิงก์อันตรายหรือ URL ที่มีความเสี่ยงจาก SMS และเว็บไซต์ต่างๆ ทันที โดยที่ลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าการผสานพลังความร่วมมือเชิงรุกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดจำนวนภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยจะช่วยลดความสูญเสียในทรัพย์สิน และสร้างความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยยืนยันในการมุ่งมั่นสำหรับภารกิจเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่องและดีที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top