วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ผวาผลพวงเลือกตั้ง งบปี70ติดหล่ม ฉุดศก.โตต่ำ2%
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% โดยประมาณการณ์ว่าจะขยายตัว 1.6 ถึง 2.0% ส่วนส่งออก -1.5 ถึง -0.5% เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุน ขณะที่ข้อมูลกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 ม.ค.69 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุน 176,655 ล้านบาท คิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือน ม.ค.69 ที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ โดย กกร.มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
“กกร.กังวลนโยบายหาเสียงที่ส่วนใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยม และการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันพรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือน ธ.ค.68 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.09% ต่อ GDP เข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า กกร. เห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระยะต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สร้างระบบเศรษฐกิจที่รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตอย่างมั่นคง สอดคล้อง spirit ของ Reinvent Thailand
“การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายเร่งด่วน 90 วันแรก ภาคเอกชนต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อของประชาชน , แก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาขายในประเทศ กระทบกับเอสเอ็มเอ , ดูแลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น , แก้ปัญหาทุนเทาและปัญหาคอรัปชั่น ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น และควรเน้นไปที่การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนและเอสเอ็มอี โดยดำเนินการคู่ขนานกับการสร้างสมดุล วางแผนเชื่อมโยงนโยบายระยะกลางและระยะยาว ด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” นายเกรียงไกร กล่าว
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังทราบผลเลือกตั้งควรตั้งรัฐบาลใหม่และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด สรรหารัฐมนตรีให้เหมาะสม หากแต่งตั้งตามโควตาสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนอดีต เชื่อว่าจะไม่สามารถทำงานได้ ยิ่งกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงรอบด้าน ส่วนการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ควรเริ่มที่การแก้ไขกฎหมายที่ทำได้ทันที คือ กฎกระทรวง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ
ส่วนนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็น และการกระตุ้นเศรษฐกิจควรเชื่อมโยงไปยังมาตรการอื่น ทั้งมาตรการระยะกลางและระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี