จับกระแสพลังงาน : 10 กุมภาพันธ์ 2569

จับกระแสพลังงาน : 10 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

** บมจ.ไทยออยล์...คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบรอบสัปดาห์นี้ (9 – 13 ก.พ. 69)....โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนเนื่องจากตลาดจับตาการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 6 ม.ค. 69 ที่ประเทศโอมาน โดยสหรัฐฯ ต้องการเจรจาเพื่อยุติโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านต้องการพูดคุยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด หลังจากสหรัฐฯ ยิงโดรนอิหร่านตกเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา รวมถึงคำเตือนของผู้นำสหรัฐฯ หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ อย่างไรก็ดี การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน เมื่อวันที่ 4-5 ก.พ. 69 โดยมีสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นคนกลางได้มีสัญญาณเชิงบวกเนื่องจากทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การประชุมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและยั่งยืน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการผลิตของแหล่งน้ำมันเทงกิซในคาซัคสถาน รวมถึงการส่งออกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาที่ปรับตัวสูงขึ้น...ไทยออยล์...คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 65-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…

**  เว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง....เปิดเผยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569  ในภาพรวมว่า สามารถกลับมาเป็นบวกที่  505 ล้านบาท จากที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ยังมีฐานะติดลบอยู่ที่  -428 ล้านบาท...โดยนับเป็นการบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากที่กองทุนฯ เริ่มติดลบครั้งแรกในวันที่ 12 ธ.ค. 2564 จำนวน -1,633 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ 27 พ.ย. 2565 ถึง -132,671 ล้านบาท  เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายการอุดหนุนราคาดีเซลผ่านกลไกของกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ราคาต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงมาโดยตลอด...ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ฐานะกองทุนในส่วนของบัญชีน้ำมัน เป็นบวกอยู่ที่ 39,046 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG  ยังติดลบ อยู่ที่  38,541 ล้านบาท  ทำให้ฐานะโดยรวม เป็นบวกอยู่ที่ 505 ล้านบาท และยังมีหนี้สินรวมอยู่ 61,543  ล้านบาท...โดยโครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซล 0.20 บาทต่อลิตร ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ  2.50 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งเข้า 0.80 บาทต่อลิตร, และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 ส่งเข้า 9.60 บาทต่อลิตร  ส่วนผู้ใช้ LPG นั้น กองทุนยังต้องจ่ายเงินชดเชยอยู่ 0.22 บาทต่อกิโลกรัม…


** บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP”  ได้ดำเนินการซื้อคืน   หุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ (Bond Buyback) เสร็จสิ้น โดยเป็นการทําคําเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ผ่าน บริษัท ไทยออยล์ ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (“TTC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเภทไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ออกและเสนอขายโดย TTC รวมมูลค่าทั้งสิ้น 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทฯ ยังสามารถบันทึกกำไรพิเศษจากธุรกรรมนี้กว่า 600 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 โดยเป็นกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ภายหลังจากการหักผลกระทบจาก     ตราสารอนุพันธ์ อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีแล้ว…

** บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวนรวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ GULF และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)  ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน…

** ปี 2569 สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ. ได้ปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขการใช้จ่ายกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานใหม่ ซึ่งสามารถเข้าถึงเป้าหมายโดยตรงและเป็นการเพิ่มศักยภาพหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปตามภารกิจที่ตั้งไว้...สำหรับเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในปีงบประมาณ 2569 กรอบวงเงิน 9,000ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงิน 1,500 ล้านบาทใช้ในภารกิจของกระทรวงฯ ทั้งการวิจัย ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ส่วนอีก 7,500ล้านบาท ใช้สนับสนุนการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทน โดยจะเป็นการร่วมจ่าย (Co-Pay) ระหว่างกองทุนฯ กับหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนเหมือนปี 2568 ซึ่งกำหนดระยะเวลาการยื่นเสนอโครงการตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.-16 ก.พ….

ทั้งนี้ได้กำหนดลักษณะโครงการที่เปิดให้มายื่น 10  ประเภท ได้แก่1. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชุมชน สำหรับระบบการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน  ให้กรมส่งเสริมท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพวงเงิน 1,000 ล้านบาท จัดหาน้ำให้ประชาชน 2. การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร  3. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับชุมชนและบ้านอยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง 4. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงอุทยาน กรมป่าไม้  5. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ความมั่นคงชายแดน ทั้งทัพบก เรือ  วงเงิน 300-400 ล้านบาท 6. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐ ที่ผ่านมาได้ติดตั้งไปแล้ว 700 แห่ง เหลืออีก 200 แห่ง มีกำลังผลิตไม่เกิน 300 กิโลวัตต์  7. การติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก  8.การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง สำหรับไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท เปลี่ยนจากสปอตไลท์เป็นหลอดแอลอีดี 700 ล้านบาท 9. การสนับสนุนการลงทุนและดำเนินงานในการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับอาคาร/โรงงานควบคุม อาคาร/โรงงานนอกข่ายควบคุม ธุรกิจฟาร์มเกษตรสมัยใหม่ และกลุ่มธุรกิจการขนส่ง ที่ต้องการปรับปรุงด้านพลังงาน 10. การสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในพื้นที่พิเศษ โครงการพระราชดำริ…ส่วนการอนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 281โครงการ วงเงินรวมประมาณ 1,253.72 ล้านบาท เป็นโครงการส่งเสริมเพื่อเพิ่มผลประหยัดพลังงาน โครงการโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์เซลล์ภาครัฐ และโซลาร์เซลล์ครัวเรือนในพื้นที่ห่างไกล ฯลฯ คาดว่าจะช่วยให้ประเทศเกิดผลประหยัดด้านพลังงานได้รวม 170 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี (ktoe/ปี) คิดเป็นมูลค่าผลประหยัด 7,000 ล้านบาท…**

 

** กระบองเพชร**

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top