ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก10%เป็น15%  ‘ทรัมป์’งัดศาลสหรัฐ  ประกาศให้มีผลทันที

ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก10%เป็น15% ‘ทรัมป์’งัดศาลสหรัฐ ประกาศให้มีผลทันที

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก10%เป็น15%

‘ทรัมป์’งัดศาลสหรัฐ

ประกาศให้มีผลทันที

ส.อ.ท.ชี้กระทบ2กลุ่ม

ธุรกิจส่งออกสะเทือน

ไอที-ยานยนต์-อัญมณี

“ทรัมป์”ดิ้นแก้ลำศาลสูงสหรัฐฯ หลังวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรนำเข้าจากทั่วโลก ทำปธน.สหรัฐฯเดือดประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% มีผลทันที ด้านนักวิชาการธรรมศาสตร์วิเคราะห์ แม้ศาลเพิกถอน “ภาษีทรัมป์” แต่เชื่อจะผุดมาตรการกีดกันการค้าต่อ ต้องจับตาถึงสิ้นเดือนมิถุนายน แนะไทยเดินตามแผนเดิมก่อนศาลมีคำตัดสิน “ส.อ.ท.” จับตาหลังศาลสหรัฐสั่งเบรกภาษี แต่‘ทรัมป์’ดิ้นต่อ คาดกระทบไทย 2 กลุ่ม

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวทั่วโลกจากเดิมร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 สำหรับสินค้านำเข้า หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยไม่เห็นชอบกับมาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศใช้ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ


ทรัมป์ดิ้นขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก10%เป็น15%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลฎีกาตัดสินว่าการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือ IEEPA ของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อเก็บภาษีในวงกว้างขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอำนาจการจัดเก็บภาษีเป็นของสภา คองเกรส ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนมาใช้กฎหมายใหม่ที่เรียกว่า Section 122 ของกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 แทน ซึ่งมีสาระสำคัญคืออนุญาตให้ประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีพิเศษได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 สูงกว่าแผนเดิมที่ร้อยละ 10 ฎหมายภาษีภายใต้อำนาจนี้จะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน เท่านั้น ยกเว้นจะได้รับรอนุมัติขยายเวลาจากสภาคองเกรส

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ระบุ จะกำหนดภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หมายความว่ารัฐบาลจะใช้เวลา 150 วันนี้ทำวิจัยและหาช่องทางกฎหมายอื่นมาบังคับใช้ภาษีถาวรแทน

ขณะที่ท่าทีของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและที่ปรึกษาในรัฐสภา ต่างแสดงความสงสัยพร้อมตั้งคำถามว่า รัฐสภาซึ่งพรรครีพับลิกัน ครองเสียงข้างมาก จะยอมขยายระยะเวลาการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้น เริ่มมองว่ามาตรการภาษีเหล่านี้เป็นสาเหตุของราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่าจะใช้ช่วงเวลา 150 วันนี้ดำเนินการจัดเก็บภาษีรูปแบบอื่นที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะพึ่งพากฎหมายอีกสองฉบับที่อนุญาตให้เก็บภาษีนำเข้าเฉพาะรายสินค้าหรือรายประเทศ โดยอ้างอิงจากการสืบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การประกาศของทรัมป์ครั้งนี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในกระบวนการที่ผันผวน ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา ทีมงานของทรัมป์ได้กำหนด ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกอัตราภาษีหลายระดับสำหรับประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เพื่อกดดันหรือลงโทษประเทศต่างๆ ทั้งประเทศพันธมิตรและคู่แข่ง ขณะที่มาตรการใหม่นี้ดูเหมือนเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูง ซึ่งถือเป็นการตำหนิที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งต่อมาตรการภาษีในวงกว้าง และมักถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจโดยพลการของทรัมป์

ย้ำภาษีใหม่มีผลทันที-ลุยหามาตรการเพิ่ม

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้พิพากษาแนวอนุรักษ์นิยมเป็นเสียงข้างมาก มีมติ 6 ต่อ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ว่า กฎหมายปี 1977 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เป็นฐานในการกำหนดอัตราภาษีอย่างฉับพลันต่อแต่ละประเทศนั้น ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษี ขณะที่ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อผู้พิพากษา 2 คนในคณะผู้พิพากษาที่มีมติไม่เห็นด้วยกับทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่าศาลได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ต่างชาติ และตำหนิผู้พิพากษาว่าไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศชาติ

ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ทรูธโซเชียล เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า ภาษีใหม่จะมีผลทันที พร้อมทั้งเตือนว่าภาษีอื่นๆจะตามมาอีก โดยในโพสต์ระบุว่า ตนในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลก 10% สำหรับประเทศต่างๆ ที่เอาเปรียบสหรัฐฯมานานหลายทศวรรษโดยไม่ถูกลงโทษ ไปสู่ระดับ 15% ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบตามกฎหมายแล้วมีผลบังคับใช้ทันที และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์จะพิจารณาและประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

โพสต์ของทรัมป์อ้างว่า ภาษีใหม่จะมีผลทันที เอกสารทำเนียบขาวออกเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ว่าภาษีเดิม 10% มีผลบังคับใช้วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 12.01 น.

นานาชาติหนุนคำตัดสินศาลสูงสหรัฐ

ส่วนท่าทีของผู้นำต่างประเทศบางส่วน ต่างแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้ โดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอลมาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่า คำตัดสินนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อดีของการที่ระบอบประชาธิปไตยมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจและมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง

เช่นเดียวกับ ฟรีดริชแมทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่คาดการณ์ว่าคำตัดสินนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของภาคธุรกิจในเยอรมนี พร้อมกับเตรียมใช้โอกาสในการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อย้ำเตือนว่ามาตรการกำแพงภาษีนั้น สร้างความเสียหายให้ทุกฝ่าย

ส.อ.ท.จับตาหลังศาลติดเบรก-ทรัมป์ดิ้นเอาชนะ

มีความเห็นจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังศาลสูงของสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ในประเด็นอำนาจของนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯในการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยชี้ว่าคำพิพากษาดังกล่าว ไม่เหนือความคาดหมายของภาคเอกชนไทย เนื่องจากศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษามาหลายครั้ง สะท้อนความพยายามหาทางออกที่เหมาะสมภายใต้กลไกถ่วงดุลอำนาจของระบบประชาธิปไตยสหรัฐ

นายเกรียงไกรกล่าวว่า คำตัดสินระบุชัด การเก็บภาษีตอบโต้ลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี และต้องยุติลงทันที แต่ทรัมป์ยืนยันจุดยืนปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ โดยเชื่อว่ามาตรการที่ดำเนินการนั้นถูกต้องตามแนวนโยบาย America First ดังนั้น จึงต้องติดตามใกล้ชิดว่าทรัมป์จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก

“ภายหลังคำตัดสิน ทรัมป์ จึงหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นแทน ล่าสุดประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะ Global Tariff อัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก เพิ่มเติมจากอัตราปกติที่มีอยู่เดิม โดยมาตรการตามมาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา สามารถบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน (ถึงช่วงเดือนก.ค. 2569) หากต้องการขยายเวลาต่อ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร” นายเกรียงไกร กล่าว

คาดกระทบส่งออกไทย2กลุ่ม

และว่า แม้คำพิพากษาจะทำให้ภาพรวมสงครามการค้าดูผ่อนคลายลงชั่วคราว และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่เชิงโครงสร้างความเสี่ยงยังไม่หมดไป เพราะทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่นำมาใช้ได้ตลอดเวลา สามารถจำแนกผลกระทบต่อการส่งออกไทยเป็น 2 กลุ่มดังนี้ 1. กลุ่มได้รับผลกระทบเต็ม 10% กลุ่มแรกคือ สินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี 10% เต็มตามมาตรา 122 อาทิ 1) อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD), แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และไอซี (IC) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก 2) ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ที่จะถูกบวกเพิ่ม 10% จากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นสองชั้น 3) เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดหลัก และ4) อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังตลาดสหรัฐ

“กลุ่มดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนส่งออกสูง หากถูกเก็บภาษีเพิ่มจะกระทบความสามารถแข่งขันทันที โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและคำสั่งซื้อผันผวน”นายเกรียงไกรระบุ

ส่วน 2. กลุ่มได้รับการยกเว้น ทางกลับกัน สินค้าเกษตรและประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด กลับได้รับการยกเว้น เนื่องจากหากสหรัฐจัดเก็บภาษีกลุ่มนี้ จะทำให้ราคาอาหารในประเทศพุ่งสูง กระทบเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยง โดยการยกเว้นดังกล่าว สะท้อนข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในของสหรัฐเอง และเป็นจุดที่ไทยยังพอมีพื้นที่หายใจในภาคเกษตร

จับตาทรัมป์ใช้ม.301ฟันลิขสิทธิ์-ปั่นค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งให้อำนาจสหรัฐตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต อีกประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ การคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดเก็บไปก่อนหน้านี้ หากคำพิพากษาทำให้มาตรการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมายจะมีขั้นตอนการคืนเงินอย่างไร เมื่อใด อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการคลังและตลาดทุนของสหรัฐเอง

ไทยยังมีโอกาสเจรจาทวิภาคีขอยกเว้น

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ในช่วงเวลา 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ โดยอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือเครื่องบิน ซึ่งเคยมีการหารือมาก่อนหน้านี้ ซึ่งความสำเร็จของการเจรจาจะขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐ และท่าทีของทีมเศรษฐกิจทำเนียบขาว

ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ระยะสั้นดูคลี่คลายลงจากคำพิพากษาศาล และอัตราภาษีบางส่วนถูกปรับมาอยู่ที่ 10% เท่ากันทุกประเทศ ซึ่งถือเป็น “ข่าวดีชั่วคราว” แต่ด้วยบุคลิกของทรัมป์ มักออกมาตรการเชิงรุกแบบคาดไม่ถึง (Creative Measures) ภาคเอกชนไทยจึงยังไม่อาจวางใจ

“สงครามการค้าอาจดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังไม่จบ ไทยต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน และเตรียมแผนรับมือทุกฉากทัศน์ โดยภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่น กระจายตลาด และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์การค้าที่ผันผวนที่สุดรอบหลายปี” นายเกรียงไกร กล่าว

นักวิชาการเชื่อทรัมป์ออกมาตรการกีดกันเพิ่ม

มีความเห็นจาก ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาสหรัฐฯมีคำสั่งเพิกถอนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว เชื่อว่าทรัมป์ก็จะหามาตรการหรือเครื่องมืออื่น เพื่อจัดเก็บภาษีให้ได้เหมือนเดิม และที่สุดแล้ว มาตรการทางภาษีหรือการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆต้องกลับมาในเร็วๆนี้

เพราะที่ผ่านมาชัดเจนว่า ทรัมป์ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว แต่ประเทศต่างๆก็คงอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมรับมือเครื่องมือใหม่ๆของทรัมป์ ส่วนตัวตนคิดว่าให้จับตาดูถึงช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถ้าถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มีเครื่องมือใหม่ๆ ออกมา เชื่อว่าสถานการณ์การค้าของโลกน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

เตือนไทยหาทางหนีทีไล่หาตลาดใหม่

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์กล่าวถึงท่าทีของไทยว่า จำเป็นต้องคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ด้วย เพราะมากไปกว่าผลตัดสินของศาลสหรัฐฯคือ สภาพเศรษฐกิจการค้าการแข่งขันของประเทศไทยเองที่กำลังเผชิญปัญหาซับซ้อน ซึ่งก็คือศักยภาพการแข่งขันที่ลดถอยลง ดังนั้น โจทย์ใหญ่จึงอาจไม่ใช่แค่ความกังวลกับมาตรการทางภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องการหาตลาดใหม่ การสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทย

«ประเทศไทยควรเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิม ประหนึ่งว่าไม่มีการตัดสินจากศาล ทำให้เหมือนว่ามาตรการภาษีทรัมป์ยังอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ ที่อย่างน้อยแล้วคงไม่มีทางแย่ไปกว่าเดิม หรือถ้ากลับมาเหมือนเดิมเราก็สามารถใช้โจทย์เดียวกับที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ที่สำคัญคือ เราต้องกลับไปปรับปรุงภาคธุรกิจ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อพัฒนาสินค้า รวมถึงเอาเวลาไปมองหาตลาดใหม่จะดีกว่า»นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top