‘แสนสิริ’ปิดปี68กำไร 4,513 ลบ. ยืน 1 กลุ่มอสังหาฯ ปี69 เปิดโครงการใหม่ 51,000 ลบ. พุ่งเป้าโตต่อ10%

‘แสนสิริ’ปิดปี68กำไร 4,513 ลบ. ยืน 1 กลุ่มอสังหาฯ ปี69 เปิดโครงการใหม่ 51,000 ลบ. พุ่งเป้าโตต่อ10%

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.43 น.

‘แสนสิริ’ปิดปี68กำไร 4,513 ลบ. ยืน 1 กลุ่มอสังหาฯ ปี69 เปิดโครงการใหม่ 51,000 ลบ. พุ่งเป้าโตต่อ10% 

นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า แสนสิริสามารถสร้างผลการดำเนินงานในปี 2568 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลายส่วนเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยมีกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท สูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ท่ามกลางภาวะการแข่งขันสูง สะท้อนให้เห็นว่าแสนสิริ สามารถรักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ  โดยมีรายได้รวมที่ 34,395 ล้านบาท ยอดขายรวมอยู่ที่ 51,000 ล้านบาท (51% มาจากโครงการแนวราบและอีก 49% มาจากคอนโดมิเนียม) ขณะที่ยอดโอนอยู่ที่ 36,700 ล้านบาท


ในปี 2568 ที่ผ่านมา แสนสิริได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็น "เบอร์ 1" ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ด้วยผลประกอบการที่โดดเด่นในทุกมิติ ทั้งในด้านการสร้างกำไรสูงสุด และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของ Gross Profit Margin และ Net Profit Margin ผ่านการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งของยอดโอนในปี 2568 โดยคอนโดในหัวเมืองสำคัญ เช่น เมคิน เฮ้าส์ และดีคอนโด แคมปัส ขอนแก่น โอนได้ 60-70% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความสำเร็จในตลาดภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นโครงการเดอะเบส บูกิต, เศรษฐสิริ และสราญสิริ เกาะแก้ว ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2569

ความสำเร็จนี้ยังรวมถึงวินัยทางการเงิน โดยแสนสิริสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ในระดับที่เหมาะสม จนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันการเงินในการสนับสนุนวงเงินทั้ง Pre-finance และ Post-finance อย่างต่อเนื่อง มีสภาพคล่อง (Liquidity) สูงสุดในระดับกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะรองรับการดำเนินธุรกิจและชำระคืนหุ้นกู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นสร้างมูลค่าคืนสู่ผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ

ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.08 บาทต่อหุ้น (กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 18 มี.ค. และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พ.ค.) หากรวมเงินปันผลครึ่งปีแรกที่จ่ายระหว่างกาลไปแล้วที่ 0.05 บาท รวมทั้งปีจ่าย 0.13 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield ที่ 9.5% (อ้างอิงราคาปิด ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569) ต่อปี ซึ่งแสนสิริเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำที่จ่ายปันผลอัตราสูงต่อเนื่องตลอดหลายปี

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการประสานพลังระหว่างนโยบายการคลังโดยรัฐบาลใหม่ที่เร่งวางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินหลังคณะเลขานุการกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี ซึ่งมีผลทันทีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินอย่างตรงจุด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อเป็นแรงส่งปลุกจีดีพีให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน และที่สำคัญแสนสิริประเมินว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มฟื้นตัวจากกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (High Net Worth) บริษัทจึงวางแผนเชิงรุกด้วยการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท เพื่ออยู่อาศัยในขณะนี้ โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้ครัวเรือน ด้วยที่ดินที่รองรับไว้แล้ว 100% และความแข็งแกร่งของแบรนด์ เรามั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้ายอดขาย 4.8 หมื่นล้านบาท และยอดโอน 3.9 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าผลการดำเนินงานในภาพรวมทั้งกำไรและยอดโอนให้เติบโตต่อเนื่อง 10% เพื่อครองความเป็นผู้นำในตลาด สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และดูแล 4 เสาหลัก (ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม) อย่างต่อเนื่อง” นายวิชาญ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 24,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 11,600 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกที่เป็นคอนโดพร้อมขายอีก 8,500 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

แสนสิริมีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ (Stock) สร้างเสร็จแล้วรอขายได้ในระดับที่มีประสิทธิภาพ:  ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สต็อกทั้งแนวราบและคอนโดมีอยู่เพียง 10,000-15,000 ล้านบาท ล่าสุดระดับ ลดลงมาอยู่ที่ 13,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ระยะเวลาในการขายเพียง 4-5 เดือน 

มุมมองนักวิเคราะห์ โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองเชิงบวกต่อหุ้น SIRI โดยปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 2.0 บาท (Upside 27%) พร้อมระบุว่าแสนสิริมีจุดเด่นด้วยแผนธุรกิจปี 2569 ยัง aggressive กว่ากลุ่มฯ เป็นโอกาสในการเพิ่ม market share ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาว และการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมมาร์จิ้นสูงในไตรมาส 1/2569 จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ผลประกอบการปีนี้เติบโตตามเป้าหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.พ. 69)

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top