วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายศรชัย สุเนต์ตา CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB CIO) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสรุนแรงขึ้นได้ในระยะสั้น หากอิหร่านตอบโต้ยืดเยื้อและลุกลาม หลังสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมัน มีแนวโน้มพุ่งสูงในระยะสั้น SCB CIO คาดว่าสงครามไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด แต่นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ เรามองสถานการณ์เป็น 3 กรณี คือ 1.Base Case (โอกาสเกิด 65%) ปะทะระยะสั้น อิหร่านยอมถอยประเด็นนิวเคลียร์หลังสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจายุติสงคราม คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล 2.Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และ 3.Worst Case: (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้น ปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร การเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นอยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
SCB CIO มองว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) เราไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสมในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว และพอร์ตเสริมระยะสั้น สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
ส่วนตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่มีโอกาสผันผวน และปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลก นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% YTD แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในเอเชีย ทั้งนี้กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
ด้านแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ คาดว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มีโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) จะลดลงระยะสั้น จากภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยเราแนะนำลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯและหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีของสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง รวมทั้งลงทุนในตราสารหนี้ไทย ระยะสั้น ที่ได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจาก กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และโลหะเงิน แม้ราคามีโอกาสเพิ่มขึ้นแรงในระยะสั้น แต่มีโอกาสปรับลดลงหากสงครามคลี่คลายตาม Base Case ที่เรามองไว้ ดังนั้นแนะนำถือลงทุนตามสัดส่วนที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยควรทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวเท่านั้น ไม่ควรไล่ซื้อ
สำหรับผลิตภัณฑ์ลงทุนที่สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนของ SCB CIO ได้แก่ กองทุน SCBDBOND(A) ความเสี่ยง 4 ที่ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพในประเทศและต่างประเทศ กองทุน SCBGMCORE(A) ความเสี่ยง 5 กองทุนผสมที่มีการกระจายหลายสินทรัพย์ ทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน ทองคำ อีกทั้งยังใช้สินทรัพย์ประเภท Liquid Alternative เพื่อช่วยให้พอร์ตการลงทุนกระจายความเสี่ยงของตลาดโดยรวมเพิ่มเติม กองทุน SCBCIO(A) ความเสี่ยง 5 กองทุนผสมที่บริหารเชิงรุก ปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด ตามมุมมองของ SCBCIO อย่างใกล้ชิด กองทุน MRENEW-A ความเสี่ยง 7 ลงทุนในธีมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี