พณ.งัด6มาตรการ รับมือผลกระทบสงคราม

พณ.งัด6มาตรการ รับมือผลกระทบสงคราม

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พณ.งัด6มาตรการ

รับมือผลกระทบสงคราม

นายกฯประชุมฝ่ายเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอรับมือผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง หวังจำกัดความเสียหายต่อไทยน้อยที่สุดพร้อมหามาตรการรับมือด้านเศรษฐกิจทางตรง-ทางอ้อม ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไทย-ธุรกิจไทยในพื้นที่ ยอมรับไทยได้รับผลกระทบ สงครามตะวันออกกลางขอใช้วิกฤติเป็นโอกาส เผยราคาน้ำมันสูงแต่ไม่มากนัก ชี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรแน่นอน ยังรับมือได้ ยันความมั่นคงทางพลังงานควบคุมได้-สำรองน้ำมัน-พลังเชื้อเพลิงไว้แล้ว ส.อ.ท.เร่งประเมินความเสี่ยง พร้อมเล็งหาพลังงานทดแทนใช้ หวั่นความไม่สงบในอิหร่านยืดเยื้อ กระทรวงอุตคสาหกรรม เร่งจัดทำมาตรการรับมือจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยกระดับสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานและการเงินโลกเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญนั้น

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลกระทบจากการปะทะทางทหารในตะวันออกกลางล่าสุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายวันที่ 2 มี.ค. โดยน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 79.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 9.5% หรือเกือบ 7 ดอลลาร์ หลังจากในช่วงเช้าพุ่งไปแตะระดับ 82.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025 ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ทะยานขึ้นกว่า 8.8% ไปอยู่ที่ 72.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 75.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


ผวา!ราคาอาจพุ่ง100ดอลลาร์/บาร์เรล

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาอาจทะยานสูงถึง 100 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลได้ จากที่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านได้ผลักดันให้ตะวันออกกลางเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ อาจส่งทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก หลังจากเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่และบริษัทค้าขายพลังงาน ต่างเพิ่มความระมัดระวังและระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว ภายหลังจากรัฐบาลอิหร่านออกคำเตือนไม่ให้เรือแล่นผ่านน่านน้ำดังกล่าว ข้อมูลการเดินเรือระบุว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวกว่า 200 ลำ จอดทอดสมออยู่ด้านนอกช่องแคบเพื่อรอสถานการณ์ที่ปลอดภัย

ขณะที่ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ได้ตกลงที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียด แต่ตลาดมองว่าการเพิ่มการผลิตครั้งนี้แทบไม่มีความหมาย ตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถเดินทางออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางได้

ส.อ.ท.เล็งหาพลังงานทดแทน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมจะมีการเรียกประชุมด่วนภายใน 1-2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาแหล่งวัตถุดิบหรือพลังงานทดแทนกรณีเกิดการชะงักงันจากผลกระทบเหตุการณ์สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมต้องมีการหารือโดยด่วน เพื่อประเมินความเสี่ยง และหามาตรการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีที่เกิดการขาดแคลนพลังงาน หรือชะงักงันจะสามารถหาแหล่งใดมาทดแทนได้บ้าง ราคาจะเป็นอย่างไร และสถานการณ์จะบานปลายแค่ไหน”นายเกรียงไกรกล่าว

ทั้งนี้ มองว่า หากสถานการณ์สงครามดังกล่าวบานปลายก็จะส่งผลกระทบไปยังภูมิภาค โดยจะเห็นได้จากราคาน้ำมันในตลาดโลกล่าสุดมีขยับขึ้นเหนือ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและหากสถานการณ์บานปลายอาจพุ่งสูงถึง 80 หรือทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจไปถึง 6,000 เหรียญต่อออนซ์ หรือประมาณ 80,000-90,000 บาทต่อบาททองคำ ภายในสิ้นปีนี้หากสถานการณ์บานปลาย

ก.อุตฯ เร่งจัดทำมาตรการรับมือ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตามต้นทุนพลังงาน การพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการใช้พลังงาน ตลอดจนสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และการกระจายตลาดส่งออก เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

นายกฯประชุมทีมศก.รับผลกระทบ

เวลา 13.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประชุมผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ

โดยนายกฯ กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ได้เรียกทุกท่านมาประชุมเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางการทหารเมื่อวันที่28 ก.พ.ผ่านมา ในขณะนี้เป้าหมายของการโจมตีก็ยังเป็นเป้าหมายทางการทหารอยู่ โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ํามันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนไทยคงมีการได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย ตนจึงเรียกประชุมทุกท่านเพื่อเตรียมความพร้อมจํากัดความเสียหาย โดยให้มีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยที่สุด

ขอใช้วิกฤติเป็นโอกาส

ต่อมา เวลา 15.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงผลการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ตนได้มอบหมายให้รมว.คลังเชิญประชุมในส่วนกระทรวงและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อจะให้ทุกฝ่ายได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รับทราบถึงแนวทางปัญหาในการรับมือ ซึ่งวันนี้เราได้ใช้เวลาประชุมกันพอสมควรและรับทราบมาว่าและขณะนี้ผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นประเทศไทยของเรามีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือและแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีความรุนแรง ก็จะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาส สำหรับประเทศไทยในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เราพยายามจะสร้างโอกาสเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด ซึ่งตนได้แจ้งให้ตัวแทนภาคเอกชนประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสภาหอการค้าไทย ประธานสมาคมธนาคารไทยรับทราบถึงสถานการณ์และได้รับฟังความคิดเห็นข้อชี้แนะและแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการสนับสนุน

เพราะฉะนั้นในภาพรวมตนได้หารือกับทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)และกระทรวงการคลังก่อนที่จะประชุมว่า เราได้มีการประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันต้องถือว่ายังมีความไม่แน่นอน และถ้ามันเป็นเช่นนี้ มันก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆรวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้าและในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกมันมีอยู่สูง ฉะนั้นในเรื่องราคาน่าจะมีผลกระทบ แต่ไม่มากนักและเราก็ได้รับทราบมาว่ากลุ่มผลิตน้ำมันองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก(โอเปก)ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

สำรองน้ำมัน-พลังเชื้อเพลิงไว้แล้ว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของไทยในเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองในเรื่องของพลังงานต่างๆไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนและไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแรงงานไทยทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานมอบหมายให้สถานทูตฯในแต่ละประเทศได้อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ให้มีความปลอดภัยให้สามารถดำรงชีวิตต่อได้ ถ้าเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แต่ถ้าเขามีความประสงค์เราก็จะดำเนินการให้การช่วยเหลือในทุกวิถีทาง ซึ่งทางรัฐบาลเองได้ประสานกับกระทรวงคมนาคมและฝ่ายกองทัพว่าถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดอากาศยานไปรับตัวพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอีหร่านกลับมาสู่ประเทศไทยเราได้เตรียมการไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คลังดูแลผลกระทบทุกมิติ

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ได้ดูผลกระทบในทุกมิติ ดูมาตรการองรับระยะสั้น พร้อมวางกลยุทธ์รองรับ ด้านพลังงาน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสัดส่วน 20% จากน้ำมันทั่วโลก ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น เชื่อว่าจะเป็นระยะสั้น ซึ่งปรับลดแล้วราคาพลังงานปรับขึ้นสุทธิเพียง 5% โดยกระทรวงพลังงาน มีมาตรการรองรับ มีกลไกหลายอย่างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสามารถมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 60 วัน ในระยะสั้นสามารถดูแลไม่ให้ผลกระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอหาตลาดใหม่ ด้านการค้า กระทบไม่มาก เพราะได้ส่งออกสินค้าไปตะวันออกลางไม่ถึง 10% และนำเข้า 8% เป็นน้ำมันแต่ทางอ้อม จะกระทบกับค่าระวางเรือที่อาจเพิ่มขึ้น ผลกระทบการขนส่ง โดยนายกฯ มอบหมายกระทรวงพาณิชย์หารือเอกชนรองรับต่อไป

เล็งคว้าโอกาสให้ประเทศไทย

ส่วนในด้านการท่องเที่ยว กระทบทางตรงไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีเพียง 4% ในระยะสั้นจึงไม่มาก แต่เป็นโอกาสระยะยาวในเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบินที่มีโอกาสย้ายจากตะวันออกกลางในในภูมิภาคอาเซียน ด้านสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเกิดความขัดแย้งจะทำให้เงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยไปทองคำ ตอนนี้ขึ้น 2% และเงินเข้าดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยขึ้นมา 17% แต่วันนี้ (2 มี.ค.) รับรายงานว่าตลาดหุ้นไทยตก 2% สะท้อนว่ายังมีเสถียรภาพมาก เช่นเดียวกับทุนสำรองระหว่างประเทศมี 3 แสนล้านดอลลาร์ สามารถรองรับตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งสถาบันการเงินฐานะแข็งแกร่งมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงมาก

“ในตรงนี้จะคว้าโอกาสให้ไทยได้อย่างไร โดยนายกฯ อนุทิน ได้ให้การบ้านว่าจะทำอย่างไรให้ไทยคว้าโอกาสทั้งด้านการลงทุนให้เข้ามาเอเชีย อาเซียน และไทย เรื่องการท่องเที่ยว การแพทย์ อาหาร และบทบาทประเทศไทยวางตัวให้เป็นกลางเหมาะสม ให้คว้าโอกาสเชิงเศรษฐกิจได้” นายเอกนิติ กล่าว

พณ.งัด6มาตรการสู้ผลกระทบ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าว มีผลกระทบต่อไทย ทางตรงทั้งการค้า เพราะมีนำเข้า ส่งออกไม่มาก เป็นทางอิสราเอล 0.2% ของการส่งออกทั้งหมด และส่งออกไปอิหร่านเพียง 0.02% แต่ควรพึ่งระวังเฝ้าระวัง เพราะภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังมีมูลค่าการค้ากับไทย 4-5% ซึ่งเป็นสิ่งควรระวัง ส่วนผลกระทบทางอ้อมเรื่องการขนส่งไปยุโรปจะมีค่าระวางเรือเพิ่ม การเดินเรืออาจต้องอ้อมในเรื่องการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์มี 6 มาตรการดูแลติดตาม เช่น ดูแลราคาสินค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา, จับตาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าพลังงาน จะทำงานร่วมเอกชน หาแหล่งวัตถุดิบใหม่, ตั้งศูนย์รับข้อชี้แนะ ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ การบริหารจัดการโลจิสติกส์ ขนส่งทางเรือ และการบริหารการทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้ติดตามใกล้ชิดและรายงานสถานการณ์การค้า และจัดการได้ทันถ่วงที เพื่อวิเคราะห์เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ

สศช.คาดจีดีพีไทยโต1.3-1.6%

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ประเมินกระทบต่อเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะทำให้จีดีพีไทยปี 69 ลดลงเหลือ 1.3-1.6% จากกรณีฐานหรือคาดเดิม 2% จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้สถานการณ์เป็นไปได้มากที่สุด คือ สงครามกระจายภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ้นสุดใน 1 เดือน อาจมีเรื่องขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ ทะเลแดง เป็นระยะสั้น ราคาน้ำมันจะเพิ่มอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามถ้ายืดเยื้อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนขนส่งไม่ได้ กรณีนี้จะกระทบกับซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง61.75 จุด

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทย» ในวันที่ 2 มี.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,466.51 จุด โดยปรับตัวลดลง 61.75 จุด หรือ 4.04% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,515.99 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,466.51 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 113,077.79 ล้านบาท

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top