‘อรรถพล’เผยกองทุนฯจ่ายวันละ 700 ล้านตรึง‘ดีเซล’ แบกไม่ไหวออก‘พ.ร.ก.’ให้คลังค้ำเงินกู้

‘อรรถพล’เผยกองทุนฯจ่ายวันละ 700 ล้านตรึง‘ดีเซล’ แบกไม่ไหวออก‘พ.ร.ก.’ให้คลังค้ำเงินกู้

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

‘อรรถพล’เผย‘กองทุนน้ำมัน’ควักวันละ 700 ล้านบาท ตรึง‘ดีเซล’ ชี้หากอุ้มไม่ไหวพร้อมออก‘พรก.’ให้คลังค้ำเงินกู้ได้ เพื่อช่วยประชาชน เร่งคุมราคาน้ำมันต่างจังหวัด ให้‘ปั๊ม’ซื้อตรงจากผู้ค้ามาตรา7

9 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาครัฐต้องใช้กลไกของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจฐานราก โดยปัจจุบันรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (ที่ 29.94 บาทต่อลิตร) แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่านั้นมาก โดยต้องใช้งบอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยถึงลิตรละ 9.57 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ วันที่ 9 มี.ค. 2569 เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท


นายอรรถพล กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพในการดูแลราคาน้ำมันต่อไปได้อีกอย่างน้อยประมาณ 15 วัน หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยหากมีความจำเป็น ทาง กองทุนฯ ยังมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในอดีต ส่วนกรณีที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ หากจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยหารือและขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่าราคาน้ำมันดีเซลในบางพื้นที่ห่างไกล เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปรับขึ้นสูงถึง ลิตรละ 40.50 บาท นั้น สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับ “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงในพื้นที่ภูมิประเทศพิเศษ

“ปั๊มน้ำมันอิสระบางแห่งไม่ได้เป็นคู่ค้าประจำกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จึงต้องซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ในราคาตลาด เมื่อเกิดภาวะน้ำมันตึงตัว ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จะจัดสรรสินค้าให้กับลูกค้าประจำก่อน ส่งผลให้ผู้ค้าคนกลางต้องหาน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น ทั้งนี่เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงพลังงานเตรียมประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยอาจเปิดช่องให้ผู้ใช้จริง เช่น ผู้ประกอบการหรือสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ห่างไกล สามารถติดต่อซื้อจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ได้โดยตรงในช่วงวิกฤต เพื่อลดบทบาทของคนกลางและควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป” นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน เนื่องจากมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่เข้มแข็ง และมีการกระจายแหล่งนำเข้าจาดภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก นอกจากนี้กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารความเสี่ยงโดยการหาแหล่งน้ำมันใหม่เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้พึ่งพาแหล่งจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังใช้เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านธุรกิจ Trading ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อจัดหาน้ำมันเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีสถานีบริการน้ำมันบางแห่งจำกัดการเติมน้ำมันใส่แกลลอนเพื่อป้องกันการกักตุนนั้นตน ได้กำชับให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศประสานกับผู้ประกอบการสถานีบริการเพื่อสร้างความเข้าใจ โดยแนวทางที่กระทรวงพลังงานเน้นย้ำคือ หากเป็นลูกค้าประจำที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เช่น เกษตรกรหรือชาวประมงที่ใช้เครื่องจักรในการประกอบอาชีพ สถานีบริการควรพิจารณาจำหน่ายให้ตามปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพ ขณะเดียวกันจะเพิ่มความเข้มงวดกับลูกค้าหน้าใหม่ที่นำรถบรรทุกหรือภาชนะขนาดใหญ่มาซื้อน้ำมันในปริมาณมากผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกักตุนหรือเก็งกำไรในช่วงวิกฤต

นายอรรถพล กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันของ ปตท. เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากภาวะตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่ไปซื้อน้ำมันสำรองไว้จำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากรถขนส่งน้ำมันต้องวิ่งเติมสต็อกให้สถานีบริการบ่อยขึ้น จนบางช่วงไม่สามารถหมุนรอบได้ทัน ดังนั้นอยากขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปซื้อน้ำมันสำรองเกินความจำเป็น เพราะระบบการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตินี้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top