‘สงคราม-วิกฤตพลังงาน’ ทำอสังหาฯเสี่ยงชะลออย่างน้อยอีกปี

‘สงคราม-วิกฤตพลังงาน’ ทำอสังหาฯเสี่ยงชะลออย่างน้อยอีกปี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ฝ่ายบริหาร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า REIC ได้ปรับลดประมาณการแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2569 ใหม่ ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มจะชะลอตัวออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวเร็วกว่านี้ ซึ่งในกรณีดีที่สุดคาดว่าภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยอาจติดลบประมาณ 0.5% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยอาจหดตัวได้ถึง 1.0%

“ก่อนหน้านี้ REIC ประเมินว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์รอบล่าสุดแล้ว และในปี 2569 นี้จะตลาดจะเพิ่มฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ ประกอบกับมีปัจจัยสนับสนุนด้านความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงบรรยากาศเชิงบวกในตลาดทุนที่สะท้อนผ่านดัชนีหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนปอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญแรงกดดันใหม่จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่ส่งผลให้ต้นทุนราคาพลังงานผันผวนสูงขึ้น ดังนั้น REIC จึงปรับลดประมาณการปี 2569 ลง”นางสาวสิทธิเพ็ญ กล่าว


ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้น มาจากความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับค่าครองชีพ และต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยออกไปประมาณ 1-2 เดือน หรือรอจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงยังคงมีอยู่ก็ตาม ขณะที่ดีมานด์จากการซื้อเพื่อเก็งกำไรและการลงทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางภาวะกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง การเคลื่อนย้ายของชาวต่างชาติที่ต้องการหลีกเลี่ยงความไม่สงบจากสถานการณ์สงคราม โดยเฉพาะกลุ่มชาวตะวันออกกลาง อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว และในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณจากสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมา

“การอพยพเข้ามาของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางอาจเป็นอานิสงส์ที่กลายเป็นโอกาสภายใต้วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ไทยในภาวะที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง เนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2568 มีสัดส่วนของต่างชาติเพิ่มมากขึ้น”นางสาวสิทธิเพ็ญ กล่าว

ทั้งนี้หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงการและสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ หรือเศรษฐีน้ำมันจากตะวันออกกลางได้มากขึ้น อาจช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มมหาเศรษฐีโลกได้มากขึ้นเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ และประเทศเวียดนาม

โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในพื้นที่กรุงเทพฯยังคงมีต่อเนื่อง โดย 10 อันดับสัญชาติแรก ได้แก่ จีน 771 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 39.8% รองลงมาคือ เมียนมา 425 หน่วย หรือ 22.0% ไต้หวัน 232 หน่วย หรือ 12.0% อินเดีย 47 หน่วย สิงคโปร์ 47 หน่วย สหรัฐอเมริกา 45 หน่วย ฝรั่งเศส 32 หน่วย อังกฤษ 32 หน่วย ญี่ปุ่น 30 หน่วย และเยอรมนี 21 หน่วย

นางสาวสิทธิเพ็ญ กล่าวว่า แม้ตัวเลขชาวต่างชาติในระยะสั้นยังไม่สะท้อนแนวโน้มการไหลเข้ามาของชาวต่างชาติอย่างชัดเจน แต่จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงแรงจูงใจด้านคุณภาพชีวิตและต้นทุนการอยู่อาศัยของไทยที่ยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ ทำให้ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะดึงดูดกลุ่มผู้มีฐานะจากต่างประเทศเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและลงทุนในระยะยาวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ที่เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และระดับราคาพลังงาน ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของกำลังซื้อผู้บริโภค

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top