วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 912,567 ล้านบาท หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะเพิ่มขึ้น 11.0%
โดยแรงขับเคลื่อนหลักการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
ส่วนการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 2833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 101,166 ล้านบาท
ทั้งนี้รวม 2 เดือนปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) การส่งออกมีมูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,893,312 ล้านบาท หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะเพิ่มขึ้น 15.8% ส่วนการนำเข้ามูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 217,866 ล้านบาท
สำหรับในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 5.7% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลดลง 3.6% หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 7.7% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน ซึ่งสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 3.8%
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 13.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 21.3%
ด้านตลาดส่งออก ยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 16.6% ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 40.5% จีน 0.4% ญี่ปุ่น 9.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 20.6% และอาเซียน (5 ประเทศ) 17.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) 11.4% ส่วนตลาดรอง เพิ่มขึ่น 3.3% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 8.6% ตะวันออกกลาง 19.4% ลาตินอเมริกา 25.6% ทวีปแอฟริกา 20.4% และสหราชอาณาจักร 27.2% แต่หดตัวในตลาดรัสเซีย และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) 30.1% และเอเชียใต้ 26.1% และตลาดอื่นๆ 60.6%
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวลง จากปัญหาค่าระวาง ค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ก็อาจจะเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ส่งออก ต้องเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน โดยมีระยะเวลาใช้อัตรา 10% ในช่วง 150 วัน ส่วนการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบการดำเนินการถึงกลางปี คาดว่าจะเห็นผลเรื่องภาษีในช่วงปลายปี สำหรับการนำเข้ามองว่าอาจจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะน้ำมันและวัตถุดิบบางอย่าง ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้กระทรวงฯจะติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยจะทำการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2569 หลังจากได้ตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 แล้ว แต่ขณะนี้ยังประเมินเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2569 อยู่ที่ 2-3% สมมติฐาน คือ ดีที่สุด บวก 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลางๆ ติดลบ 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่ำสุด ลบ 3% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางนันท์นัดดา ภัททิยกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า DITP ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้น มีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทรวงฯได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว โดยขอให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ๆ และยังได้ประสานกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี