วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
‘ส.อ.ท.’คาด‘สินค้า’ปรับราคาขึ้น 8-10% แนะรัฐเสริมสภาพคล่องSME เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง
30 มีนาคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ทุกกลุ่มล้วนมีความเปราะบาง โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ซึ่งจะกระทบต่อรอบการปลูกในรอบต่อไป นับเป็นความน่ากังวล โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินค้าเหล่านั้นในการประกอบอาชีพ
นอกจากนี้ยังมีกรณี “เม็ดพลาสติก” ที่กำลังขาดแคลนและมีราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 50-70% ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์หลายประเภทเริ่มตึงตัว ไม่ว่าจะเป็นถุงขยะ ซองขนม หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง ซึ่งล้วนจำเป็นต้องใช้พลาสติก รวมถึงซองน้ำจิ้ม และซองเครื่องปรุงต่างๆ หากเกิดการขาดแคลนจะกระทบต่อการผลิต การส่งออก และการจำหน่ายสินค้าโดยตรง
“ผู้ประกอบการ SME จึงได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด ทั้งจากต้นทุนค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น สินค้าทยอยปรับขึ้นราคา สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบางในสถานการณ์ปัจจุบันกระจายอยู่ในทุกภาคส่วน” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญคือพลังงานที่มีราคาสูงขึ้นและขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่รายได้ของประชาชนยังคงอยู่ในระดับเดิม ทำให้ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นแรงกดดันอย่างหนัก ดังนั้นในระยะเร่งด่วนมาตรการภาครัฐ จึงควรถูกออกแบบให้มีความแม่นยำ ตรงจุด ใช้ทีมงานเข้าไปดู และให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกและการทำงานร่วมกันอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจขยายวงกว้าง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งพลังงาน และแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญ เช่น โรงงานเหล็ก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโดยรวม
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับราคาน้ำมัน มองว่าระดับความเหมาะสมขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ โดยควรพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากแต่ละประเทศมีนโยบายแตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่น มีการลดภาษีเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ขณะที่อินเดียก็ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงอย่างมาก จาก 10 ลดเหลือลิตรละบาท ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาน้ำมันของไทยยังไม่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศที่มีราคาสูงกว่า ยกเว้นบางประเทศ เช่น บรูไน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพพุ่งขึ้นรวดเร็วเกินไป ต้องดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับ SME เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และยังคงรักษาการจ้างงาน ให้มีรายได้ต่อไป
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ในส่วนของภาษีสรรพสามิตไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่เหมาะสมได้ตายตัว จำเป็นต้องคำนวณอย่างรอบด้าน เนื่องจากแต่ละประเทศมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ซึ่งแนวทางมีได้ทั้งการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หรือการอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม
ส่วนกรณี ค่าไฟฟ้า มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาตัวเลขที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องดู 3 แนวทาง ที่เหมาะสม และเทียบกับเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน แต่การปรับขึ้นควรดำเนินอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำซ้อนต่อประชาชน
“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ขณะที่ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นราว 20-25% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งสูงถึงระดับวิกฤต 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง” นายเกรียงไกร กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี