533.jpg
‘เอกนัฏ’เล็งรื้อโครงสร้างใหม่ ชี้ช่องกด‘ค่าไฟ’เหลือ 3.88 บาท

‘เอกนัฏ’เล็งรื้อโครงสร้างใหม่ ชี้ช่องกด‘ค่าไฟ’เหลือ 3.88 บาท

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

‘เอกนัฏ’เล็งรื้อโครงสร้างใหม่ ชี้ช่องกด‘ค่าไฟ’เหลือ 3.88 บาท เตรียมอุ้มคนใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย คิด 3 บาท

1 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ค่าไฟที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมประกาศใช้เดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 อัตราต่ำสุดอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ว่า อัตราดังกล่าวเป็นการดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุนหรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กลับคืนมา เพื่อนำมาอุดหนุน แม้ยังถือว่าสูงกว่าระดับปัจจุบัน โดยแนวทางการประกาศใช้วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด โดยปกติค่าไฟจะมีการประกาศทุก 4 เดือน โดยค่าไฟมีโครงสร้าง ‘แบบขั้นบันได’ ผู้ใช้ไฟน้อยจะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่า ‘คล้ายกับระบบภาษี’


“ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ประเมินเองสามารถปรับเกณฑ์ อาจชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าบางส่วนและนำเงินกลับมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถกดค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ ซึ่งมีแนวทางทำได้” นายเอกนัฏ กล่าว

ทั้งนี้ในการตัดสินใจเคาะราคาระหว่าง 3.95 บาท กับ 3.88 บาท แม้ดูต่างกันเพียง 7 สตางค์ แต่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ชดเชยได้ แต่ต้องคำนึงถึง ‘ข้อเท็จจริง’ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า นี่คือปัญหาระยะยาว ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซได้เองราว 50% และนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% รวมเป็น 60% ‘ค่อนข้างมั่นคง’ อีก 40% เป็น LNG ครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง เช่น แหล่งกาตาร์ และการซื้อแบบ Spot(ตลาดจร) ในตลาดโลกทำให้ต้นทุนผันผวนและสูงขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าไทยอาจซื้อมามากเกินไปหรือไม่

“ค่าไฟเป็นกลไกหนึ่ง แต่การจะลดหรือเพิ่มย่อมมีต้นทุน ‘ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี’ ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการส่งเสริม การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด เพราะประชาชนมีข้อจำกัดอยู่แล้ว” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางคือการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่ง ‘ไม่ได้ปรับปรุง’ มาตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟในปัจจุบัน โดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก เช่น 400-600 หน่วยขึ้นไป จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและกฎหมายของไทยล้าหลังมาก จากข้อมูลพบว่าค่าใช้ไฟเฉลี่ยของครัวเรือนในต่างจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 190 หน่วยต่อเดือน จึงสามารถออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งต้องเข้าไปดูการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ด้วย

สำหรับนโยบายพรรคภูมิใจไทย “ไฟฟ้า 3 บาท 200 หน่วยแรก” ที่เคยหาเสียงไว้นั้น ในภาวะวิกฤตอาจต้องปรับใช้แบบพุ่งเป้า โดยให้สิทธิกับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจได้รับประโยชน์บางส่วนในลักษณะเฉลี่ย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบในทันที หมายความว่า เวลาพิจารณาแบบขั้นบันได คนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยแรกก็เข้าเกณฑ์ได้ด้วย โดยไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย ก็วางแผนไว้ แต่ต้องดูค่าเฉลี่ยครัวเรือนอีกที

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน (net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกช่วงเวลาใช้ไฟเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด และเปิดให้เลือกผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ในอนาคต

“ทุกฝ่ายอยู่ในเรดาร์การตรวจสอบ และหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน จะเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”นายเอกนัฏ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top